วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติการปกครองของไทย





คำว่า ”การเมือง” มีผู้รู้ให้คำจำกัดความไว้มากมาย ในความหมายมากมายเหล่านี้จะพบว่าทุกความหมายมีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ การเมืองจะต้องมีลักษณะที่เป็นกิจกรรมหรือเป็นกระบวนการ ดังจะยกตัวอย่างของคำว่าการเมือง พอเป็นสังเขปดังนี้
          การเมือง (Politics) มาจากรากศัพท์ภาษากรีก  หมายถึง ศิลปะในการปกครองรัฐ[๑]   ในยุคแรกๆ นั้นความหมายนี้อาจสมบูรณ์เพียงพอเพราะการรวมกลุ่มในยุคนั้นเป็นการรวมกลุ่มชนขนาดเล็กๆ และกลุ่มชนนั้นยังแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายผู้ปกครองและฝ่ายที่ถูกปกครอง ซึ่งได้แก่ ประชาชนส่วนใหญ่ของรัฐ การเมืองจึงเป็นเรื่องของพันธะ หรือความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลทั้งสองฝ่าย 
          การเมือง หมายถึง การที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลในสังคม ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้งกันหรือมีความคิดเหมือนกัน หรือมีความคิดไม่เหมือนกัน ร่วมมือกันหรือต่อสู้กันเพื่อสรรหาบุคคลไปทำหน้าที่ปกครองประเทศแทนพวกเขา และหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจในเรื่องส่วนรวมได้โดยชอบธรรม[๒]
          การเมือง หมายถึง การศึกษากลุ่มต่างๆ ที่ใช้อิทธิพลบังคับให้มีการออกกฎหมายการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาทางการปกครอง
          การเมือง หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันหรือแสวงหาอำนาจซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมโดยส่วนรวม[๓]
          การเมือง หมายถึง การมีและการใช้อำนาจ การมีและการใช้อิทธิพล หรือการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและอิทธิพล
          การเมือง หมายถึง กิจกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายออกปฏิบัติซึ่งจะมีผลต่อสังคมส่วนรวม ด้วยความยินยอมของสังคมนั้น[๔]
          จากความหมายดังกล่าวข้างต้นผู้สอนขอสรุปความหมายของคำว่า การเมือง หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อที่จะกำหนดแนวทาง ข้อบังคับ หรือนโยบายให้คนในสังคมปฏิบัติตามและอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
๑.๑.๒ ธรรมชาติของการเมือง ( Nature of Politics )
            ธรรมชาติของการเมืองโดยภาพรวมเป็นการมองการเมืองอย่างที่เป็นการเมือง ซึ่งการเมืองมีการเคลื่อนไหว มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด สำหรับเรื่องธรรมชาติของการเมือง อริสโตเติล(Aristotle) นักปราชญ์ชาวกรีกได้อธิบายความหมายของคำว่า ธรรมชาติของการเมืองในหนังสือว่า การเมือง (Politics) หมายถึง ชุมชนทางการเมือง โดยอริสโตเติลแสดงความคิดเห็นว่ามนุษย์ทุกคนกระทำอะไรก็เพื่อเห็นแก่สิ่งที่ตนคิดว่าดี   ดังจะเห็นได้จากการรวมตัวของมนุษย์ก็มุ่งให้ผลดี ดังนั้นจุดประสงค์ของชุมชนทางการเมืองในฐานะที่เป็นชุมชนไม่ใช่เป็นแต่เพียงการรวมจุดประสงค์ของชุมชนย่อยๆ เข้าด้วยกันเฉยๆ แต่ชุมชนทางการเมืองยังต้องการที่จะให้มนุษย์ที่อยู่ร่วมกันช่วยกันให้มีชีวิตรอด และช่วยกันสนองความต้องการของมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยสวัสดิภาพมั่นคง ซึ่งคุณประโยชน์ร่วมกันในชีวิตที่ดีเป็นสาเหตุสำคัญในการวางรากฐานของรูปแบบการปกครอง (Ruling) โดยอริสโตเติลได้พยายามจัดรูปแบบการปกครอง ลักษณะใดเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีและลักษณะใดเป็นรูปแบบการปกครองที่เลว อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญในรูปแบบการปกครองนั้นจะต้องประกอบด้วย อำนาจ (Authority ) ซึ่งอำนาจนี้ต้องเป็นอำนาจที่ชอบธรรมด้วย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าลักษณะของการเมืองการปกครองในแนวคิดของอริสโตเติลจึงประกอบด้วยปัจจัยสองประการคืออำนาจกับการปกครอง[๕]
          ความหมายของธรรมชาติของการเมือง
          เพลโต ( Plato ) [๖] นักปรัชญาเมธีการเมืองให้แนวคิดว่า การเมือง หมายถึง การอำนวยความยุติธรรมแก่คนทั้งปวง อันหมายถึง การช่วยให้แต่ละคนภายในรัฐได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ตามความสามารถและความถนัดตามธรรมชาติของตนไม่ก้าวก่ายงานของคนอื่น
          นอกจากนี้นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ชื่อแมก เวบเบอร์ ( Max Weber ) มีแนวคิดว่าสิ่งที่ถูกสร้างเป็นสมาคมก็อาจมีลักษณะเป็นการเมืองได้ถ้าในรัฐมีอำนาจสั่งการ มีผลบังคับภายใน อาณาเขตนั้นและผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจบังคับเพื่อให้รัฐปกติสุข และตามแนวคิดนี้เขาเชื่อว่าลักษณะของการเมืองต้องประกอบไปด้วย อำนาจในการปกครองดินแดน[๗]
          ฮาโร   ลาสเวลร์ ( Harold Lasswell ) ได้กล่าวว่า ลักษณะทางการเมืองต้องมีลักษณะดังนี้คือ มีลักษณะผูกพันกับการปกครอง การมีและการใช้อำนาจ (Rule-Authority-Power) [๘]
          คำว่า การเมือง ในปัจจุบันจึงมีความหมายกว้างขว้าง ซึ่งครอบคลุมวิถีชีวิตของมนุษย์เกือบทุกคน จนมีคำกล่าวว่า ”ถ้าเราไม่เล่นการเมืองการเมืองก็เล่นเรา” ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า คนทุกคนในประเทศต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมัครเป็นผู้ปกครองประเทศแต่หมายความถึง เราทุกคนในฐานะเจ้าของประเทศจะต้องพยายามที่จะศึกษาให้เข้าใจถึงลักษณะและธรรมชาติของการเมือง รู้จักใช้สิทธิและหน้าที่ รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตนในฐานะพลเมืองของประเทศอย่างไร อ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายหลักของการปกครองประเทศ ถ้าเราไม่สนใจข่าวสารการบ้านการเมืองไม่สนใจข่าวความเคลื่อนไหวในแวดวงทางการเมือง ปิดหูปิดตาตัวเองเราก็จะไม่รู้ไม่เห็นอะไรที่เกี่ยวกับการเมือง ปล่อยให้คนที่เข้าไปทำหน้าที่ทางการเมือง ทำงานต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนตั้งแต่เข้าไปใช้สิทธิออกกฎหมายเพื่อตนและเพื่อพวกของตน ปล่อยให้กลุ่มบุคคลทำงานตามความต้องการของกลุ่มของพรรคของตน และในที่สุดความเสียหายก็เกิดกับแผ่นดิน ซึ่งเราทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแผ่นดินของเรา พอมาถึงวันนี้เราจะมาอ้างว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกไม่ได้เพราะเราเป็นคนตัดสินใจเลือกคนเข้าไปทำหน้าที่แทนเรา ดังนั้นธรรมชาติของการเมืองไม่ได้สกปรกอย่างที่หลายคนพูดกัน แต่ที่เราเห็นว่าการเมืองสกปรกเพราะมีแต่ข่าวความขัดแย้ง ข่าวเกี่ยวกับคนต่างกลุ่มต่างพรรคทะเลาะกัน นั่นก็เพราะคนที่ไม่เข้าใจลักษณะของการเมืองหรือธรรมชาติของการเมือง คอยฉกฉวยโอกาสเพื่อประโยชน์ของตนเองบนความไม่รู้ไม่เข้าใจการเมืองของประชาชน หรือประชาชนมัวแต่สนใจปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องมากกว่าสนใจการเมือง ช่องว่างตรงนี้ทำให้นักการเมืองที่ฉกฉวยหลายคนได้โอกาสในสถานการณ์ต่างๆ ในการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง เพื่อกลุ่มของตนเองและผลจากความล้มเหลวทางการเมืองจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปัญหาใหญ่ๆ ที่จะตามมาอันเนื่องจากปัญหาทางการเมืองโดยทั้งสิ้น    อย่างไรก็ตามลักษณะของการเมืองโดยตัวของมันแล้วการเมืองเป็นแนวทางของชุมชนทางการเมืองที่มีแนวโน้มที่ก่อให้เกิดสวัสดิภาพอย่างมั่นคงภายในสังคมโดยอาศัยการปกครอง การมีและการใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องและอาศัยเงื่อนไขต่างๆ ทำให้เกิดความชอบธรรมในสังคมเป็นหลัก สังคมก็อยู่อย่างปกติสุข รวมทั้งประชาชนในประเทศก็อยู่ดีมีสุข
           ลักษณะธรรมชาติของการเมือง
          ธรรมชาติของการเมือง เป็นทฤษฎีและหลักการที่มุ่งหวังให้คนในสังคมมีสวัสดิภาพโดยทั่วถึงความยุ่งยากสับสนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความพอใจและความไม่พอใจในการกำหนดนโยบายของประเทศ หรือของคณะผู้บริหารประเทศ หรือการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนในประเทศนั้นๆ ว่าจะมีความเข้าใจในกลไกทางการเมืองเพียงไรและใช้การเมืองด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนตนมากน้อยเพียงใดและตัวประชาชนจะต้องเข้าใจกลไกทางการเมืองที่ถูกต้องก็จะทำให้ระบบการบริหารงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและถ้าสถาบันทางการเมืองอันได้แก่ รัฐสภารัฐบาลศาลและประชาชนดีทั้งหมดเข้าใจกลไกทางการเมืองอย่างชัดเจนทั้งระบบและกระบวนการ ก็เท่ากับว่าทั้งรัฐสภา รัฐบาล ศาลและประชาชนได้สนับสนุนการดำเนินงานและกลไกทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพนั่นเองอย่างไรก็ดีในทางตรงกันข้ามถ้าสถาบันทางการเมือง อันได้แก่ รัฐสภา รัฐบาล ศาลและประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในกลไกทางการเมือง จะทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติทางการเมืองด้วย ความยุ่งยากความสับสนทางการเมืองก็อาจเกิดได้ขึ้นง่าย อย่างไรก็ดีปัญหาการเมืองทุกอย่างขึ้นอยู่กับมาตรฐานและคุณภาพของประชาชน รวมทั้งความสำนึกทางการเมืองของประชาชนด้วยและถ้าปัญหาความยุ่งยากทางการเมืองเกิดขึ้นในประเทศหลายครั้ง บ่อยๆ ย่อมกระทบกระเทือนถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยของประเทศชาติ
          จากการอธิบายธรรมชาติของการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น เราอาจสรุปความหมายของคำว่า การเมืองได้ดังนี้คือ การเมือง หมายถึง “การที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลในสังคม ซึ่งอาจมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้งกัน มีความคิดเห็นเหมือนกันหรือไม่เหมือนกัน ร่วมมือกันหรือต่อสู้กัน เพื่อสรรหาบุคคลไปทำหน้าที่ปกครองประเทศแทนพวกเขา และหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจในเรื่องส่วนรวมได้โดยชอบธรรม”
          โดยเหตุที่การเมืองเกี่ยวข้องกับประชาชนเป็นสำคัญ การเมืองจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกี่ยวกับ สัมพันธภาพระหว่างประชาชน ซึ่งสนับสนุนซึ่งกันและกันในเจตนารมณ์ร่วมกัน หรือไม่ก็ต่อสู้กันในการเลือกตั้ง การมีสัมพันธภาพทางการเมืองนั้นมีอยู่ด้วยกันสองอย่างคือ ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนและระหว่างนักการเมืองด้วยกันเอง นักการเมืองที่เข้าสู่แวดวงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งที่ประชาชนคิด สิ่งที่ประชาชนต้องการเสมอในเรื่องนี้กระมล ทองธรรมชาติ[๙] ได้อธิบายเกี่ยวกับการเมืองว่านักการเมือง คือ เอกชนผู้ที่จะทำให้การเมืองดำเนินไปได้ด้วยดีหรือเลวก็คือเอกชนผู้ได้ชื่อว่านักการเมือง แน่นอนถ้าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไม่สนใจการเมือง การเมืองก็จะกลายเป็นเรื่องของเอกชนไม่กี่คนและผลร้ายก็จะเกิดขึ้นกับสังคมหรือประเทศนั้นๆ
          ในเรื่องธรรมชาติของการเมือง เราทุกคนต้องยอมรับว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ( Social Animal ) มีภาษาพูดใช้ในการสื่อสาร และเป็นสื่อในการอยู่ร่วมกัน   และโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ยังเป็นสัตว์การเมือง ( Political Animal ) อีกด้วย มนุษย์จึงต้องการการปกครองต้องการอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แต่ด้วยเหตุที่มนุษย์มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านฐานะ อาชีพ การศึกษา เกียรติ จึงทำให้มนุษย์มีความรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกันออกไป[๑๐]
          จากเรื่องการเมืองหมายถึงอะไรและเรื่องธรรมชาติของการเมือง ถ้านักศึกษาอ่านอย่างละเอียดและเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วเราอาจสรุปความหมายของการเมืองได้ว่า การเมือง หมายถึง กิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์   ในการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่สังคม โดยจะต้องมีการกำหนดและการใช้ข้อตกลงต่างๆ และมีกิจกรรที่ดำเนินการใดๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด   ซึ่งอาจมีการใช้อำนาจ อิทธิพล โดยการปกครองที่ได้มานั้นต้องชอบธรรม และตั้งอยู่บนรากฐานของประโยชน์สูงสุดแก่มวลมนุษย์ในสังคมนั้นๆ
          การเมืองมีความหมายต่างจากคำว่า รัฐ ลักษณะเด่นของคำว่าการเมืองเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่การตัดสินใจที่มีผลต่อการแบ่งปันประโยชน์ในสังคมและเป็นกระบวนการที่จะนำมา ซึ่งความสุขของมวลมนุษย์ทุกคนในสังคม ส่วนรัฐจะเน้นในเรื่องของการรวมกลุ่มกันหรือชุมชนทางการเมือง หรือชุมชนที่ต้องมีผู้นำ มีการปกครองมีอำนาจอธิปไตยภายใต้ดินแดนและอาณาเขตที่แน่นนอน หรืออาจกล่าวได้ว่า การปกครองใดๆไม่ว่าจะโดยรัฐหรือชุมชนหรือโดยสังคมคติจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีประชาชนมีอาณาเขตแน่นนอนมีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน มีกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่ให้อำนาจแก่ผู้บริหารและใช้บังคับควบคุมทั่วประเทศ รวมทั้งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ผู้บริหารงานเพื่อดำเนินการใดๆให้เกิดความสงบสุขเรียบร้อยภายในรัฐ
          ดังนั้นจะเห็นว่าการเมืองการปกครองมีความสำคัญต่อคนทุกคนในฐานะเจ้าของประเทศ ซึ่งถือเป็นภาระและหน้าที่ ที่เราทุกคนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครอง ถ้าเราไม่เข้าใจไม่ศึกษาใครจะศึกษาหรือปล่อยให้คนต่างชาติเข้ามาปกครองแทนเรา คนทุกคนในรัฐต้องเข้าใจระบอบการปกครองของประเทศของตน เพื่อปฏิบัติตนให้ถูกต้องสอดคล้องกับระบบการเมืองการปกครอง และเราทุกคนก็จะเข้าใจธรรมชาติของการเมืองเพราะ [๑๑]การเมืองเป็นเรื่องของกระบวนการ ( Process ) ส่วนระบบการเมือง ( Political System ) เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้าง ( Structure ) หรือความสัมพันธ์กันอย่างมีระเบียบแบบแผน การเมืองจึงได้ชื่อว่าเป็น “ศิลปะในการปฏิบัติ” “ศิลปะในการปกครอง” และได้ชื่อว่าเป็น ”การศึกษาว่า ใครได้อะไร เมื่อไร และอย่างไร” ในความหมายอย่างกว้างการเมืองหมายถึงการใช้อิทธิพล การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ การแก่งแย่งแข่งขัน ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคมส่วนรวมหรืออาจกล่าวว่า ความหมายของการเมืองคือ กระบวนการ “ถือบังเหียนสังคม” ( Social Steering ) ก็ได้ซึ่งกระบวนการดังกล่าว นี้ย่อมประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมายของสังคมส่วนรวม รวมถึงการดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายนั้นๆ อีกด้วย
๑.๑.๓  วัฒนธรรมทางการเมือง (Political   Culture) 
            ปัจจัยหรือเงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองของสังคม หรือของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นมีปัจจัยหลายอย่างเช่น ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาตินั้นๆ สภาพภูมิประเทศรวมถึงสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ โครงสร้างทางสังคมและปัจจัยที่สิ่งสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ ความรู้ความเข้าใจตลอดจนความคิดของคนในชาติ ความเชื่อ อันมีต่อระบบการเมืองการปกครองนั้นๆ ปัจจัยประการหลังที่สำคัญ คือ วัฒนธรรมทางการเมือง ( Political   Culture ) ซึ่งเชื่อกันว่าทุกสังคมย่อมมีวัฒนธรรมทางการเมืองแทบทั้งสิ้น เพียงแต่แตกต่างกันออกไปเท่านั้น ก่อนที่จะได้พิจารณาถึงสาระสำคัญของวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น ควรจะทราบถึงความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” ให้กระจ่างถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะหลายคนยังสับสนในความหมายของวัฒนธรรม ซึ่งอาจทำให้การเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ผิดพลาดได้ ดังนั้นเราควรทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน
          ความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม”   (Culture   )
            คำว่า วัฒนธรรม ได้มีผู้ให้ความหมายไว้มากมายและแตกต่างกันออกไปโดยจะอธิบายพอเป็นแนวทางดังต่อไปนี้
          วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต กระสวนแห่งพฤติกรรมและบรรดาผลงานทั้งมวลที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้น ตลอดจนความคิด ความเชื่อ และความรู้เป็นต้น[๑๒]
          วัฒนธรรม   หมายถึง สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตสร้างขึ้น เพื่อความเจริญงอกงามในวิถีแห่งชีวิตของส่วนรวม ถ่ายทอดกันได้ เอาอย่างกันได้ รวมทั้งผลิตผลของส่วนรวมที่มนุษย์ได้เรียนรู้มาจากคนแต่ก่อน สืบต่อเป็นประเพณีกันมา ตลอดจน ความ รู้สึก ความคิดเห็น ความประพฤติ และกิริยาอาการ หรือการกระทำใดๆ ของมนุษย์ในส่วนรวม ลงเป็นพิมพ์เดียวกันและแสดงออกมาให้ปรากฏเป็นภาษา ศิลปะและความเชื่อถือระเบียบประเพณี เป็นต้น[๑๓]
          วัฒนธรรม หมายถึง แบบแผนหรือแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถือปฏิบัติติดต่อกันมา ( Culture is the patterns of learned behavior and the products of behavior shared by member of society and transmitted among them. ) หรือพูดให้ง่ายเข้า วัฒนธรรมก็คือ วิถีทางดำเนินชีวิตของมนุษย์ ( Culture is a way of life ) นั่นเองฉะนั้นจึงถือว่า วิถีทางดำเนินชีวิตแบบจีน ( Chinese way of life )   เป็นวัฒนธรรมจีน หรือวิถีทางดำเนินชีวิตแบบไทยก็เป็นวัฒนธรรมไทย[๑๔]
          จากความหมายของคำว่าวัฒนธรรม ดังกล่าวข้างต้นพอสรุปได้ว่า วัฒนธรรม หมายถึง แนวทางในการดำเนินชีวิต ที่มนุษย์ในแต่ละสังคมยึดถือปฏิบัติ และถ่ายทอดให้ชนรุ่นหลังสืบต่อกันมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้ดีขึ้นและยังคงใช้อยู่จนปัจจุบัน วัฒนธรรมเป็นทั้งเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม ส่วนคำว่า วัฒนธรรมทางการเมืองนั้น มีความหมายดังอธิบายต่อไปนี้
 
          ความหมายของคำว่า “วัฒนธรรมทางการเมือง”
ความหมายของคำว่า “วัฒนธรรมทางการเมือง”ได้มีผู้อธิบายความหมายของคำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง ไว้หลายท่านพอสรุปได้ดังนี้ คือ
          วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง เจตคติ หรือ ความเชื่อ ความรู้สึกของผู้คนที่จะช่วยให้เขาเข้าใจ หรือเห็นความสำคัญของกระบวนการทางการเมือง เจตคติหรือความเชื่อจะเป็นตัวกำหนดว่าเขาควรจะมีบทบาทอย่างไรแค่ไหน ในระบบการเมืองการปกครองของสังคมของเขา[๑๕] 
          วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง แบบของเจตคติและความเข้าใจต่อระบบการเมืองของบุคคลที่เขาได้รับการแนะนำอบรมจากองค์กรต่างๆ ในสังคมนั้นๆ
          วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง แบบแผนการวางตัวบุคคลให้เข้ากับระบบการปกครองและการเมืองในสังคมใดสังคมหนึ่ง[๑๖]
          จากความหมายของวัฒนธรรมทางการเมือง อาจสรุปความหมายของคำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง   หมายถึง ความรู้ความเข้าใจในเรื่องความคิด และความเชื่อ ความสำนึกในทางการเมืองที่สมาชิกของสังคมหนึ่งๆ มีต่อระบบการเมืองการปกครองของสังคมของเขาว่า มีรูปแบบการปกครองแบบใด มีหน่วยงานหรือองค์การทางการปกครองอะไรบ้าง ตัวเขาเองมีบทบาทสิทธิหน้าที่ต่อกระบวนการทางการเมืองอย่างไร แค่ไหนบ้าง มีความรู้สึกนึกคิดที่พอใจหรือไม่พอใจต่อระบบการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่ ด้วยเหตุนี้พฤติกรรมทางการเมืองของบุคคลในสังคมจะมีลักษณะใดก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมทางการเมืองที่สมาชิกของสังคมนั้นๆ ยึดถือนั่นเอง
          วัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมจะเป็นอย่างไร   ย่อมขึ้นอยู่กับอิทธิพลของวัฒนธรรมของสังคม หรือวัฒนธรรมส่วนรวมของสังคมนั้น ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทั่วๆไปของสังคม เช่น วัฒนธรรมทางสังคม หรือวัฒนธรรมส่วนรวมของสังคมนั้นเน้นการใช่อำนาจบังคับ มากกว่าเหตุผล คนในสังคมนั้นๆ เช่น รัฐบาล ผู้ปกครอง บิดามารดา ครูอาจารย์ บุคคลต่างๆ เหล่านี้ ถ้ามีลักษณะใช้อำนาจมากกว่าเหตุผลก็จะทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองของสมาชิกในสังคมย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย อันอาจเป็นเหตุให้สมาชิกของสังคมขาดความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการปกครอง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขาดความรับผิดชอบต่อสิทธิหน้าที่ของตนเองที่มีต่อระบบการเมืองการปกครอง ถ้าต้องการให้สมาชิกในสังคมยึดถือวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใด เราอาจจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางสังคมโดยส่วนรวม และองค์กรทางการเมืองให้สอดคล้องกับระบบการเมืองการปกครองอันพึงประสงค์นั้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในสังคมไทยถ้าต้องการให้สมาชิกในสังคมมีวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย ก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางสังคมส่วนรวม และสถาบันทางการเมืองการปกครองให้เป็นแนวทางเดียวกันกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือ สมาชิกของสังคมส่วนใหญ่จะต้องเป็นบุคคลที่มีเหตุผล รู้จักพินิจพิเคราะห์ในสิ่งต่างๆ มากขึ้น ไม่หลงเชื่ออย่างงมงาย มีความคิด มีพฤติกรรมแบบประชาธิปไตย สามารถเป็นได้ทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี รู้กาลเทศะ เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้ โดยไม่ตัดสินและประเมินตามความคิดของตน ส่วนสถาบันทางการเมืองการปกครอง ก็ควรต้องมีลักษณะขององค์กรเป็นประชาธิปไตยด้วย ในเยาวชนรุ่นใหม่ๆ ควรมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงจากระบบวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้สามารถดำเนินชีวิตตามแนวทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยด้วย  
          สถาบันที่หล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมือง
          วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมรวมของสังคม วิธีการที่สมาชิกทางสังคมจะได้มา ซึ่งวัฒนธรรมทางการเมืองก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับการถ่ายทอดวัฒนธรรมทั่วไปที่สังคมมอบให้แก่สมาชิก โดยผ่านทางสถาบันทางสังคม   ซึ่งได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา กลุ่มเพื่อน และกลุ่มอาชีพ ทั้ง ๔ สถาบันมีรายละเอียดดังนี้
          สถาบันครอบครัว
          สถาบันครอบครัว เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ครอบครัวเป็นสถาบันแห่งแรกที่มนุษย์ได้รับการอบรมให้ชีวิตให้การเรียนรู้และบุคคลจะเกี่ยวข้องกับสถาบันนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย และสถาบันการศึกษานี้เองที่นักการศึกษาและนักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่าสถาบันครอบครัวมีผลต่อลักษณะนิสัยของบุคคล และบุคลิกภาพของบุคคลด้วย เมื่อบุคคลเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะได้รับอิทธิพลของครอบครัวมา ในด้านวัฒนธรรมทางการเมืองก็เช่นกันเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ระดับครอบครัวการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมทางการเมืองก็มาจากครอบครัวเพราะครอบครัวจะ เริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่หรือผู้ปกครองกับสมาชิกในครอบครัวว่า มีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด ถ้าเป็นลักษณะที่พ่อแม่หรือผู้ปกครอง เข้าใจความต้องการของลูกๆ หรือสมาชิกในครอบครัวจะส่งเสริมให้ลูกๆ หรือสมาชิกในครอบครัวเป็นคนที่กล้าแสดงออกกระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้เหมาะสมกับวัย โดยพ่อแม่เป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำชี้แจงอย่างมีเหตุผลสมารถทำให้ลูกๆ หรือสมาชิกในครอบครัวรู้จัก สิทธิหน้าที่ของตนเองในฐานะที่เป็นสมาชิกของครอบครัว เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่เขาก็จะเป็นพลเมืองที่ดี มีเจตคติและมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะเขาเคยชินกับการที่ได้ถูกเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก ฉะนั้นครอบครัวจึงเป็นสถาบันแรกที่ช่วยปลูกฝังค่านิยมความเชื่อ เจตคติและวัฒนธรรมทางการเมืองตามแนวทางที่สังคมนั้นๆ ต้องการ ในเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองสิ่งที่สังคมต้องการคือ คนที่มีเหตุผลสามารถช่วยเหลือตนเองได้มีความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีจนสามารถปกครองตนเองได้ รวมไปถึงการทำให้บุคคลรู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเองและผู้อื่นซึ่งใน ระดับครอบครัวก็ฝึกให้สมาชิกให้สอดคล้องกับระบบการเมืองมีการสืบทอดวัฒนธรรมทางการเมืองตามแนวทางประชาธิปไตยในบ้านก็เลี้ยงดูสมาชิกแบบประชาธิปไตยดังนั้นการสืบทอดวัฒนธรรมทางการเมืองก็ไม่ยุ่งยากนัก แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าชีวิตในครอบครัวไม่ใช้ระบบประชาธิปไตย แต่กลับใช้อำนาจ คำสั่ง การบงการ แม่สั่งลูกต้องฟังแม่พูดลูกต้องปฏิบัติทำให้ลูกๆหรือเด็กๆ หรือสมาชิกของครอบครัวจะทำอะไรจะคิดอะไรที่แตกแถวไม่ได้ ถ้าทำผิดมีบทลงโทษที่รุนแรงอาจใช้การลงโทษทางกายโดยการเฆี่ยน ตี ทำร้ายร่างกาย หรือการลงโทษโดยการทารุณจิตใจ ใช้วิธีการลงโทษต่างๆ โดยขาดหลักเหตุผล ไม่ยอมให้เด็กได้เสนอความคิดเห็นไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดเองทำเองปฏิบัติด้วยตนเอง และผู้ใหญ่มักจะกล่าวโทษในกรณีที่เด็กชี้แจงเหตุผลสืบเนื่องมาจากเด็กไม่รู้กาลเทศะ ไม่เคารพผู้ใหญ่ ชอบเถียง ลักษณะเช่นนี้ ถ้าเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ถูกสอนให้เข้าใจถึงระบบประชาธิปไตย ตั้งแต่ในระดับครอบครัวสภาพจิตใจและบุคลิกภาพเคยชินกับการใช้อำนาจ การถูกกดขี่บังคับตามประสบการณ์เดิมที่เขาได้รับในวัยเด็ก โอกาสที่บุคคลผู้นั้นจะเป็นบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อการปกครองตามแบบประชาธิปไตยดูเหมือนว่าจะน้อยเต็มที เพราะบุคคลประเภทนี้ไม่ได้รับการปลูกฝังเจตคติ ความเชื่อและค่านิยมตามแนวคิดของระบอบประชาธิปไตยมาก่อน การปฏิบัติและการมีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยก็ไม่มีเพราะคุ้นเคยกับสิ่งที่ตนมีประสบการณ์
          ครอบครัวจึงเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด ในการหล่อหลอมบุคลิกภาพแบบใดๆ ตามระบบการเมืองของรัฐนั้นๆ ครอบครัวที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็น ยอมรับฟัง เคารพเหตุผล ครอบครัวลักษณะนี้ย่อมเอื้อต่อระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ถ้าครอบครัวมีแต่การใช้อำนาจ ข่มขู่ ปฏิเสธความคิดเห็นของสมาชิกในครอบครัว ครอบครัวดังกล่าวไม่ได้ส่งเสริมแนวคิดประชาธิปไตยเลยกับผลิตคนให้เข้าสู่สังคมประชาธิปไตยแบบผิดๆ ผลิตคนไม่มีคุณภาพ ประชาธิปไตยเราจึงไม่พัฒนาเท่าที่เป็นอยู่เช่นนี้
          . สถาบันทางการศึกษา
          สถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่รองจากสถาบันครอบครัว     และเป็นสถาบันที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน   สถาบันการศึกษาก็เป็นสถาบันหนึ่งที่หล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมืองให้แก่บุคคลและในช่วงชีวิตของมนุษย์สถาบันการศึกษาจะเกี่ยวข้องกับเรามาโดยตลอด ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นสถาบันการศึกษาจึงมีอิทธิพลต่อบุคคลหลายๆ ด้าน เป็นต้นว่า สถาบันที่ปลูกฝังทางด้านวิชาชีพ ทำให้สมาชิกของสังคม มีความรู้ มีทักษะ มีความรู้และเข้าใจในเรื่องสิทธิและหน้าที่ตามระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย   ซึ่งสถาบันการศึกษาจะฝึกให้สมาชิกของสังคมเข้าใจเรื่องของเหตุผล   การแสดงออกที่สอดคล้องกับแนวคิดประชาธิปไตย การเป็นผู้นำและเป็นผู้ตามที่ดีในสังคมนั่นเอง นอกจากนี้สถาบันการศึกษายังเป็นองค์ความรู้ในการถ่ายทอดความรู้   เรื่องการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย แนวคิดแบบประชาธิปไตยและวิธีการแบบประชาธิปไตยตามความเหมาะสมกับช่วงวัยของสมาชิกทางสังคมหรือตามระดับการศึกษา จะเห็นได้จากสถาบันการศึกษาจะได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมแนวคิดและวิธีการแบบประชาธิปไตย เช่น  การจัดตั้งชมรมต่างๆ     การจัดตั้งสโมสรนักศึกษา การจัดตั้งองค์กรนิสิต     หรือในระดับมัธยมศึกษาก็มีการจัดตั้งนายกนักเรียนหรือกรรมการนักเรียนโดยกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะมีการจัดตั้งสภานักเรียน คณะกรรมการนักเรียน ประธานชมรมต่างๆ เป็นต้น    ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นกิจกรรมที่ฝึกให้นักเรียน  นักศึกษาของสถาบันการศึกษาสามารถฝึกแนวคิดประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่กิจกรรมนอกห้องเท่านั้นที่ส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ที่ฝึกประชาธิปไตย ในระบบการเรียนการสอนในชั้นเรียนผู้สอนในทุกวิชาก็สามารถสอนสอดแทรกแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยได้ เช่น   กิจกรรมระหว่างการสอน   การเลือกหัวข้อที่จะรายงาน   การเลือกกลุ่มเพื่อนที่จะทำอภิปรายร่วมกัน เป็นต้น
          ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า สถาบันการศึกษาจึงเป็นสถาบันที่ส่งเสริมความรู้ทางด้านการเมืองการปกครองโดยตรงให้กับสมาชิกในครอบครัว จากความสำคัญดังกล่าวสถาบันการศึกษาต้องถ่ายทอดแนวคิดและเจตคติให้สมาชิกของสังคมตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนการปฏิบัติตนตามระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยให้เหมาะสม   ในทางตรงกันข้ามถ้าระบบการศึกษาละเลยไม่สนใจสอนแนวคิดแบบประชาธิปไตยให้แก่สมาชิกในสังคม แต่มุ่งสอนให้เด็กๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษาท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองมีแต่คำสั่งให้ปฏิบัติตาม ใช้อำนาจ ใช้เกรดเข้าข่มขู่ผู้เรียน บรรยากาศในการเรียนการสอนไม่เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาได้คิดเอง ทำเองปฏิบัติได้หรือไม่เคยใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนผู้เรียนก็ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่คุ้นเคยกับเรื่องสิทธิ และหน้าที่ สถาบันเช่นนี้ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการปกครองเลย การอบรมและการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ของสถาบันการศึกษาในลักษณะดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นอุปสรรคต่อการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง
          . กลุ่มเพื่อน
            กลุ่มเพื่อน มีคำกล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้ เราทุกคนต้องการเพื่อนและเราทุกคนก็จะเกี่ยวข้องกับเพื่อนตลอดชีวิต ตั้งแต่เล็กจนโตเราทุกคนมีเพื่อนมากมายหลายคนการที่บุคคลมีเพื่อนหลายๆ คนนั้น ทำให้เรามีแบบของพฤติกรรมหลายๆ อย่างและเมื่อถึงคราวจำเป็นบุคคลก็จะเลือกเอาแบบของพฤติกรรมมาเป็นแบบในการปฏิบัติ อาจกล่าวได้ว่าเพื่อนมีอิทธิพลต่อตัวเราในการตัดสินใจ เจตคติหลายอย่างได้มาจากสังคมเพื่อนดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า การเมืองการปกครองก็เป็นส่วนหนึ่งที่มนุษย์ได้รับการถ่ายทอดมาจากกลุ่มเพื่อน การถ่ายทอดแนวคิดเช่นถ้าเพื่อนเราเป็นกลุ่มที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น บางครั้งเราก็เป็นผู้นำ บางครั้งเราก็เป็นผู้ตาม บางครั้งเพื่อนเราก็เป็นผู้นำ ในกลุ่มเพื่อนมีการเคารพเหตุผล แนวคิดเหล่านี้ จะเป็นตัวหล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยให้กับสมาชิกในสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นเพื่อน หรือกลุ่มเพื่อนจึงนับเป็นกลุ่มที่สำคัญที่ทำให้คนที่อยู่ในกลุ่มเรียนรู้ประชาธิปไตย
          . กลุ่มอาชีพ
            กลุ่มอาชีพ เมื่อบุคคลประกอบอาชีพในหน่วยงานแห่งหนึ่งแห่งใดของรัฐบาล   หรือของ
เอกชนก็ตาม เป็นระยะเวลานานพอควร จะทำให้บุคคลนั้นมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานนั้น บุคคลนั้นก็จะเคยชินหรือยอมรับสภาพความเป็นอยู่ ระเบียบกฎเกณฑ์ของอาชีพนั้นๆสภาพแวดล้อมและลักษณะของงานในกลุ่มอาชีพหรือหน่วยงานต่างๆ จะมีอิทธิพลอย่างมากในการหล่อหลอม ถ่ายทอดบุคลิกภาพรวมไปถึงเจตคติและการตัดสินใจในปัญหาต่างๆ แก่บุคคล ถ้าอาชีพใดหรือหน่วยงานใดมีระบบงานเป็นแบบประชาธิปไตย ก็จะมีส่วนหล่อหลอมเจตคติ บุคลิกภาพแก่สมาชิกในกลุ่มอาชีพนั้นๆ แบบประชาธิปไตยด้วย เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย เขาก็จะมีพฤติกรรมลักษณะที่สอดคล้องกับประชาธิปไตยเป็นอย่างดีในทางตรงข้าม ถ้ากลุ่มอาชีพหรือหน่วยงานใดมีการกดขี่เอาเปรียบสมาชิก มีการเล่นพรรคเล่นพวก ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในหน่วยงานสามารถร้องทุกข์ เสนอความคิดความเห็น ไม่เปิดโอกาสให้มีการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ร่วมกัน จึงทำให้สมาชิกไม่คุ้นเคยกับพฤติกรรมหรือกลไกในวิถีทางของการปกครองแบบประชาธิปไตย และจะหวังทำให้คนงานหรือพนักงานของหน่วยงานนั้นๆ เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมประชาธิปไตยนั้นเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก เพราะพนักงานก็จะเคยชินกับระบบสั่งการมากกว่าระบบการคิดใช้เหตุผล ดังนั้นสังคมอาชีพนับเป็นสถาบันที่สำคัญสถาบันหนึ่ง ในการผลิตบุคคลที่ออกมาเป็นผู้ที่จะอยู่ในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ระบบอาชีพก็ต้องดำเนินวัฒนธรรมการทำงานโดยใช้หลักการของประชาธิปไตยด้วย
          จากที่อธิบายมาข้างต้นจะพบว่าสถาบันที่หล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมือง อันได้แก่สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา กลุ่มเพื่อน และกลุ่มอาชีพ เป็นสถาบันที่เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นสถาบันที่สนับสนุนวัฒนธรรมทางการเมืองในรูปแบบประชาธิปไตย ให้แก่บุคคลในสังคม บุคคลในสังคมนั้นๆ ก็จะได้คนตามระบบการเมืองการปกครองนั้นๆ ด้วยเช่นกัน
          วัฒนธรรมทางการเมืองที่สำคัญของไทย[๑๗]
            วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย เป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมและกระบวนการถ่ายทอดกระบวนการวัฒนธรรมทางสังคม ภายใต้ระบบการปกครองแบบดั้งเดิม อาจกล่าวได้ว่าลักษณะสำคัญของวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยพอสรุปด้วยสิ่งต่อไปนี้คือ
๑.      อำนาจนิยม คนส่วนใหญ่ชอบการใช้อำนาจเด็ดขาด เคารพเชื่อฟังและอ่อนน้อมต่อ
ผู้มีอำนาจรวมทั้งมอบอำนาจและความรับผิดชอบในทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่ผู้นำ ทั้งนี้จะเห็นได้จากการปกครองทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับชาติ
๒.     นิยมระบบเจ้านายกับลูกน้อง     ในสังคมไทยส่วนใหญ่มักพบว่าอยู่ในกลุ่มพวกฟ้อง
กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเสมอ ผู้นำ ผู้เป็นเจ้านาย ผู้มีอำนาจวาสนา ผู้มีบารมีต้องสามารถให้ความคุ้มครอง และให้ผลประโยชน์แก่ลูกน้องได้ ส่วนลูกน้องจะตอบแทนด้วยการสนับสนุน และให้บริการ เจ้านายความสัมพันธ์เช่นนี้จะมีทุกแห่ง ทุกองค์กรของสังคมไทย
๓.     ยังมีค่านิยมที่ยึดมั่นในตัวบุคคลมากกว่าหลักการ  นอกจากจะนิยมระบบเจ้านายกับ
ลูกน้องแล้ว ความสัมพันธ์และการช่วยเหลือกันเป็นส่วนตัวยังมีความสำคัญมากในการประกอบกิจกรรมเกือบทุกๆ อย่าง การรวมกลุ่มทางการเมืองของไทยที่ผ่านมาจึงอาศัยบุคลิกภาพผู้นำเป็นหลักสำคัญ เช่น การเลือกหัวหน้าพรรคการเมือง
๔.     มีการจัดลำดับฐานะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทำให้มีการแบ่งชั้นวรรณะทางสังคม
ไทย ทำให้คนไทยมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน ถือว่าทุกคนต้องรู้จักที่สูงที่ต่ำ ไม่ควรตีเสมอผู้ใหญ่ โดยยึดถือ ชาติวุฒิ วัยวุฒิ และคุณวุฒิมากกว่าการยึดถือความสำเร็จของบุคคล
๕.     นิยมความเป็นอิสระ คนไทยรักอิสระชอบทำอะไรโดยลำพังตนเอง    ไม่อยากให้ใคร
มายุ่งเกี่ยวกับตนมากนักไม่ชอบการถูกบังคับหรือตกอยู่ภายใต้การบังคับทำให้คนไทย ขาดวินัยขาดระเบียบหรือกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต เข้าทำนอง  ทำอะไรตามใจคือไทยแท้
๖.      มีการยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิมคนไทยจำนวนไม่น้อยยังที่ยึดมั่นใน ความเชื่อต่างๆ
ค่านิยม เจตคติ และประเพณีเก่าๆ รวมทั้งเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เรื่องภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลังและโชคลาภต่างๆ เป็นต้น
๗.     มีความเฉื่อยชาไม่กระตือรือร้นหรือไม่สนใจต่อกิจการบ้านเมือง คนไทยส่วนใหญ่จะ
พอใจในสภาพที่เป็นอยู่ของตน ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง มีเวลาว่างก็เล่นการพนัน ตีไก่ กัดปลา สนใจกิจกรรมที่เกี่ยวกับการละเล่นมากว่าการเมือง
๘.     ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง มองโลกในแง่ร้าย และขาดความไว้วางใจคนอื่น ไม่ชอบ
ทำงานกลุ่ม ไม่ชอบแก้ปัญหา หนีความจริงจะจับกลุ่มก็ต่อเมื่อตนได้ประโยชน์
๙.      การเป็นคนรักสงบและการประนีประนอมไม่นิยมความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงทาง
การเมืองจึงค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คนไทยไม่มีการตัดสินใจเด็ดขาดอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปจึงทำให้การตัดสินแก้ปัญหาใดๆ ทำได้ยาก
๑.๑.๔ จริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
   ความหมายของจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
          จริยธรรม ( Ethical Rules) คือ ประมวลกฎเกณฑ์ความประพฤติ คำว่าจริยธรรมนั้น ในบางครั้งก็ใช้แทนคำว่า คุณธรรม หรือศีลธรรม
          จริยธรรม คือ หลักแห่งความประพฤติที่ชอบธรรมหรือเป็นหลักปฏิบัติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมว่าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรเราสามารถศึกษาจริยธรรมของสังคมหนึ่งๆ ได้จากขนบประเพณีวัฒนธรรม หลักศีลธรรม เป็นต้น
          ส่วนการเมืองการปกครองนั้น เป็นเรื่องของการใช้อำนาจบังคับ ให้เป็นไปตามข้อบัญญัติของรัฐ การเมืองการปกครองเป็นเรื่องของการตัดสินใจตกลงใจ หรือกำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาสังคมหรือจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าต่างๆ ให้แก่สังคม เช่น อำนาจหน้าที่ตำแหน่ง เศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม ตลอดจนการใช้ทรัพยากร
          จริยธรรมทางการเมืองการปกครอง โดยทั่วไปมีความหมายแบ่งออกเป็นสองนัยคือ
๑. จริยธรรมทางการเมืองการปกครอง หมายถึง หลักปฏิบัติ หรือคุณธรรมในการปกครองทั่วๆไปซึ่งเป็นคุณธรรมของฝ่ายปกครองที่ต้องยึดถือปฏิบัติ ให้แก่ฝ่ายรับการปกครองทำงานได้อย่างปกติสุข
๒. จริยธรรมทางการเมืองการปกครอง หมายถึง ปรัชญาในทางการเมืองการปกครอง ซึ่งนักปรัชญาทั้งหลายได้ให้แนวคิดหลักการและเหตุผลทางการเมืองการปกครองที่ควรจะเป็น
จริยธรรมในการปกครอง ยังมีความหมายรวมถึง จริยธรรมในการควบคุมหรือปกครองตนเองและจริยธรรมในการปกครองผู้อื่นด้วย
          นักปราชญ์แต่ละยุคแต่ละสมัยได้พยายามคิดค้น จริยธรรมในการปกครองที่เหมาะสมกับสภาพของสังคมแต่ละสังคมเสมอเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาปรับปรุง สังคมให้ดีขึ้น
          Socrates ถือว่าผู้ที่จะเจริญทางจิตใจได้ จะต้องมีคุณธรรมประจำใจเพื่อใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิต คุณธรรม เป็นสิ่งที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคิด หรือทำสิ่งใด การมีคุณธรรมก็คือการเป็นผู้มีศีลธรรม และมีความรู้นั่นเอง
          Plato ถือว่า การมีคุณธรรมก็คือ การยึดมั่นในสิ่งที่ดีงาม ทำหน้าที่ของตนตามความเหมาะสม การปกครองที่ดีก็คือ การปกครองที่ก่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมสมาชิกในสังคมจะต้องแบ่งหน้าที่กันทำ เนื่องจากคนเรามีความสามารถเหมาะสำหรับงานเฉพาะอย่าง และควรทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ผู้ปกครองควรเป็นผู้มีปัญญา และมีเหตุผล ส่วนประชาชนผู้ผลิตควรตั้งหน้าตั้งตาประกอบอาชีพของตน ทุกฝ่ายจะต้องรู้จักควบคุมตนเองและยอมรับสภาพของตน
          Aristotle ถือว่า มนุษย์เราจะดำรงชีวิตได้ด้วยดี และจะสามารถพัฒนาจิตใจหรือปัญญาของตนได้เต็มที่ ก็ต่อเมื่อเข้ามาอยู่ในรัฐแล้วเท่านั้น การปกครองในรัฐที่ดีจะต้องก่อให้เกิดความยุติธรรม ที่จัดสรรไว้ตามส่วนต่างๆ ของสังคม ซึ่งอาจจะไม่เท่าเทียมเพราะคนเรามีความสามารถและมีส่วนที่ให้แก่สังคมต่างกัน
          ระบบการปกครองที่ดีสามารถก่อให้เกิดความยุติธรรมและทำการปกครองเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมได้ จึงมีเพียงระบบราชาธิปไตยซึ่งปกครองโดยกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมประการหนึ่ง ระบบอภิชนาธิปไตยซึ่งปกครองโดยคนจำนวนน้อยที่ทรงคุณธรรมประการหนึ่งและระบบประชาธิปไตยที่ถือทางสายกลาง ซึ่งปกครองประชาชนที่ทรงคุณธรรมอีกประการหนึ่งส่วนการปกครองที่เลวนั้น คือการปกครองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ปกครองเองได้แก่การปกครองแบบทรราชย์ แบบคณาธิปไตยและการปกครองโดยฝูงชน
          หลักในการปกครองที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือ จะต้องทำการปกครองเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายรับการปกครองมากกว่าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของฝ่ายปกครองคือ จะต้องปกครองเพื่อผลประโยชน์ของราษฎรส่วนใหญ่ในสังคมด้วยความชอบธรรมประชาราษฎร์จึงจะอยู่ดีมีสุข
จริยธรรมในการปกครองของไทย
            จริยธรรมในการปกครองของไทยมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกว่า ๗๐๐ ปี พระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้หลักจริยธรรมของหลักธรรมะในพุทธศาสนามาใช้ในการปกครองประเทศ พระมหากษัตริย์ของไทยแต่โบราณได้ยึดถือหลักธรรม อยู่สามประการในการปกครองประเทศ คือ
          ๑. ทศพิธราชธรรม เป็นหลักธรรมสำหรับพระองค์เองสำหรับการใช้อำนาจหน้าที่ และการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศชาติ
          ๒. จักรวรรดิวัตร เป็นหลักธรรมในการดำเนินกุศโลบายและวิเทโศบายทางการปกครอง
๓.     ราชสังคหะวัตถุ เป็นหลักธรรมในการกำหนดนโยบายการบริหาร
สำหรับเรื่องจริยธรรมในการปกครองมีความสำคัญมากต่อประเทศชาติถ้าหากผู้ปกครอง
บ้านเมืองมีจริยธรรมในการปกครองบ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่เดือดร้อนเพราะผู้มีอำนาจปกครองในสมัยโบราณพระมหากษัตริย์ทรงใช้หลักธรรมในการปกครอง ดังจะอธิบายโดยละเอียดนี้คือ
          ๑. ทศพิธราชธรรม หรือราชธรรม๑๐[๑๘]
          ทศพิธราชธรรมนับเป็นคุณธรรมในการปกครองที่สำคัญมาก ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ได้ทรงยึดถือหลักธรรมดังกล่าวนี้เป็นแนวทางในการปกครอง เสมอมาทศพิธราชธรรมมีหลักธรรม ๑๐ ประการประกอบด้วย
          ๑. ทาน หมายความว่า          การให้คือการช่วยเหลือประชาราษฎร์และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์
          ๒. ศีล หมายความว่า   เป็นผู้มีความประพฤติดีงาม คือการประกอบแต่การสุจริต
          ๓. ปริจจาคะ หมายความว่า เป็นผู้เสียสละความสุขสำราญหรือแม้แต่ชีวิตของตนเพื่อประโยชน์สุขของมวลประชาราษฎร์ และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
          ๔. อาชชาวะ หมายความว่า เป็นผู้มีความซื่อตรง การปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต จริงใจไม่หลอกลวงประชาราษฎร์
          ๕. มัททวะ หมายความว่า เป็นผู้มีความอ่อนโยน ไม่เยอยิ่ง หยาบคาย หรือกระด้างให้มีความละมุนละไม ให้คนทั่วไปรักภักดีและมีความยำเกรงด้วย
          ๖. ตปะ หมายความว่า ความทรงเดชการไม่ยอมหลงใหลหรือหมกมุ่นในความสุขสำราญ ปรนเปรอแต่มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ มุ่งมั่นที่จะบำเพ็ญกิจตามหน้าที่ให้บริสุทธิ์
          ๗. อักโกธะ หมายความว่า ความไม่โกรธ ไม่ลุอำนาจโกรธ รู้จักระงับความขุ่นเคืองใจด้วยเหตุทั้งปวง วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันราบเรียบ เป็นตัวของตัวเอง
          ๘. อวิหิงสา หมายความว่า ความไม่เบียดเบียน เป็นผู้ไม่คิดร้ายใคร ไม่บีบคั้นกดขี่
          ๙. ขันติ หมายความว่า เป็นผู้มีความอดทน ไม่ท้อถอยต่องานที่ต้องตรากตรำ
          ๑๐. อวิโรธนัง   หมายความว่า   เป็นผู้มีความอ่อนโยน ตั้งมั่นอยู่ในธรรม[๑๙]
          ๒. จักรวรรดิวัตร
            เป็นหลักธรรมที่ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินกุศโลบายหรือวิเทโศบายทางการเมืองการปกครองจักรวรรดิวัตรมีหลักธรรม ๑๒ ประการคือ
๑.      การอบรมผู้อยู่ใต้การปกครองอย่างใกล้ชิดให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงาม รวมทั้งให้การ
อนุเคราะห์และให้ความคุ้มครองตามสมควร
๒.     ผู้สัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศ
๓.     ให้รางวัลอันสมควรแก่ผู้ที่บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
๔.     เกื้อกูลผู้ทรงศีลด้วยเครื่องพรตและไทยธรรม และอนุเคราะห์คฤหด้วยการให้ความช่วยเหลือในสิ่งจำเป็นสำหรับอาชีพ
๕.     อนุเคราะห์ประชาชนให้เลี้ยงชีพได้ตามควรแก่อัตภาพ
๖.      ให้การอุปการะผู้ทรงศีลที่ประพฤติชอบ
๗.     ห้ามการเบียดเบียนสัตว์
๘.     ชักนำให้ชนทั้งหลายตั้งอยู่ในธรรมขจัดการทำบาปกรรมและความไม่เป็นธรรม
๙.      ให้การสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ที่ขัดสนไม่พอจะเลี้ยงชีพ
๑๐. เข้าหาผู้ทรงศีลในโอกาสอันควร เพื่อศึกษาถึงบุญบาป กุศลอกุศล
๑๑. ห้ามจิตไม่ให้เกิดความอธรรม คือ ทำผิดในเรื่องไม่สมควร
๑๒.ระงับความโลภ ห้ามจิตไม่ให้ปรารถนาลาภที่ไม่ควรได้
๓. ราชสังคหะวัตถุ ๔ หรือสังคหะวัตถุของผู้ครองแผ่นดิน[๒๐]
ราชสังคหะวัตถุ๔ เป็นหลักธรรมที่ใช้เป็นแนวทาง ในการวางนโยบายการปกครอง
บ้านเมือง ทั้งในด้านการปกครองและ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมราชสังคหะวัตถุ มีหลักธรรม ๔ ประการ คือ
          ๑. สัสเมธัง (สัสสุเมธะ) หมายถึง การทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ เป็นความฉลาดในการบำรุงพืชพันธุ์ธัญญาหาร
          ๒. ปุริสัเมธี (ปุริสาเมธะ) หมายถึง รู้จักดูคน รู้จักใช้คนให้เหมาะสมกับงานและให้รางวัลตามความชอบของบุคคลนั้น   เป็นความฉลาดในการบำรุงข้าราชการ
๓.     สัสมาปาลัง (สัมมาปาสะ ) หมายถึง รู้จักแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคมให้เป็นไปตาม
เจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ ส่งเสริมการสังคมสงเคราะห์   ความรู้จักผูกน้ำใจประชาชนด้วยการส่งเสริมอาชีพ
๔.     วาจาเปยยัง (วาชเปยะ ) หมายถึง พูดจาไพเราะตามควรแก่ฐานะ เหตุการณ์และ
มีความเป็นธรรม เป็นทางแห่งความสามัคคี
          การปกครองที่ยึดหลักธรรม ราชสังคหะวัตถุธรรม จะช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ผู้รับราชการปกครองได้มากประเทศจะร่มเย็นเป็นสุขโจรผู้ร้ายมีน้อยเพราะประชาชนทุกคนมีกินมีใช้ บ้านเมืองมีแต่ความผาสุก
          หลักธรรมทั้ง ๓ ประการอันได้แก่ ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตรและราชสังคหะวัตถุ   เป็นคุณธรรมของพระมหากษัตริย์ไทย นอกจากนี้ยังมีหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่ผู้ปกครองถือเป็นแนวทางในการปกครองต่อผู้น้อยหรือผู้อยู่ใต้ปกครองอีกมาก เช่น พรหมวิหาร ๔ได้แก่ความมีเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา   สังคหวัตถุ ๔ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หลักธรรมของพุทธศาสนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการปกครองและควบคุมจิตใจตนเองเพื่อให้คนในสังคมอยู่เป็นปกติสุข
นอกจากนี้นักปราชญ์ทางการเมืองการปกครองหลายท่าน ยังได้สรุปแนวคิดที่เกี่ยวกับจริยธรรมในการปกครอง หรือแนวคิดที่ดีในการปกครองพอสรุปได้ดังนี้คือ[๒๑]
          ๑. ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของผู้รับการปกครองมากกว่า เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ปกครอง
          ๒. ปกครองเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและเสรีภาพส่วนบุคคล
          ๓. ปกครองเพื่อความสุขของคนจำนวนมากที่สุด โดยให้เขามีความพอใจมากที่สุดมีส่วนที่ไม่พอใจแต่น้อยที่สุด
๔. ปกครองโดยยึดหลักรัฐสวัสดิการ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงเรื่องดังต่อไปนี้
๔.๑ ความอยู่รอดของสมาชิกในสังคม ให้สังคมส่วนรวมมีความผาสุกอยู่ดีกินดีมีงานทำ มีรายได้ 
๔.๒ ความมั่นคงปลอดภัยของสมาชิกในสังคมให้มั่นคงในอาชีพ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน
ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง มีการประกันสวัสดิ์ภาพด้านต่างๆ มีการศึกษาและมีสุขภาพ และอนามัยดี
๔.๓  ความเสมอภาคส่วนบุคคล ขจัดการเอารัดเอาเปรียบระหว่างสมาชิกในสังคม
๔.๔ ความเจริญรุ่งเรืองในสังคม ให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม   และรวมทั้งการจัด
สวัสดิการสังคม สงเคราะห์คนยากจน คนพิการ เด็กกำพร้า คนชรา คนว่างงานเป็นต้น
สังคมทุกแห่งจะต้องมีระบบปทัสถานหรือบรรทัดฐาน (Norms)    ในการประพฤติปฏิบัติ
ตน มีมาตรฐานกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ให้อยู่ในกรอบ มีตัวอย่างเช่น การไม่ทำอันตรายผู้อื่น การไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น การอยู่ในระเบียบวินัย การไม่หยิบฉวยของผู้อื่นโดยไม่ได้รับการอนุญาตเป็นต้น ปทัสถานคือจริยธรรมซึ่งเมื่อพังทลายลงหรือในสังคมไม่มีปทัสถาน ความไม่สงบสุขนานาประการย่อมเกิดขึ้น สภาพบ้านเมืองที่ไร้จริยธรรมไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ก็จะเป็นดังคำกล่าวที่ว่า กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม คือ ระบบสังคมจะอลเวงไปหมด คนชั่วเปรียบเหมือนกระเบื้องซึ่งหนักแต่กลับได้รับการยกย่องหรือลอยขึ้นมา ส่วนคนดีซึ่งเบาเปรียบเหมือนน้ำเต้าซึ่งคนโบราณถือว่า น้ำเต้าเป็นพืชที่ใช้ในการบูชาพระกลับถูกเหยียดหยามกดให้จมลงไป[๒๒]
          การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่ยึดมั่นในความเสมอภาค เสรีภาพของบุคคลกล่าวคือ คนเรามีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกันต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ต้องปฏิบัติต่อทุกอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนมีสิทธิภายใต้กฎหมายเสมอกันมีเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครอง เป็นกระบวนการการปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ทุกคนมีเสรีภาพในการแสวงหาความสุขและเสรีภาพในการกำหนดเป้าหมายแห่งการดำรงชีวิตของตนเอง ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผลเป็นต้น ที่กล่าวมานี้ถือว่าเป็นจริยธรรมในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา ก็จะต้องมุ่งสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นด้วย เพื่อให้ผู้ปกครองและประชาชนในสังคมนั้นๆมีจริยธรรมทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย
          การปกครองในระบอบเผด็จการั้น เป็นระบอบการปกครองที่มุ่งให้อำนาจในการปกครองมีความศักดิ์สิทธิ์หมายความว่าเป็นการก่อให้เกิดความรู้สึกในหมู่ประชาชนว่า อำนาจของผู้ปกครองนั้นแตะต้องไม่ได้ อำนาจปกครองนั้นชนชั้นนำต้องเป็นผู้สร้างขึ้นและรับผิดชอบที่จะเปลี่ยนแปลงโดยมุ่งหวังที่จะให้เกิดความเจริญก้าวหน้าต่อรัฐบาลและประชาชน โดยไม่ยอมให้มีฝ่ายค้าน ถ้ามีอยู่ก็ถือว่าเป็นศัตรูของชาติที่ต้องกำจัดให้สิ้นไป แต่ถึงกระนั้นจริยธรรมทางการเมืองการปกครองไม่ว่าระบบใด หรือแนวคิดของนักปราชญ์ท่านใดก็มุ่งหวังในจุดหมายเดียวกันคือ การปกครองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนใหญ่ ส่วนในการปฏิบัติเป็นอย่างไรนั้นต้องพิจารณากันต่อไป ที่สำคัญคือหลักจริยธรรมในการปกครองคือ เมื่อเราได้รับมอบหมายให้กระทำหน้าที่ปกครองผู้ใดบุคคลผู้นั้นจะต้องทำการปกครองเพื่อประโยชน์ของผู้รับการปกครองกล่าวคือ ถ้าเราปกครองตนเองก็เพื่อให้ตนเองเป็นคนดีเมื่อต้องปกครองหมู่คณะก็เพื่อ ประโยชน์สุขของหมู่คณะมากกว่าตนเอง ถ้าปกครองสังคมก็เพื่อสังคมส่วนรวมมากกว่าส่วนตน[๒๓]
          กล่าวโดยสรุปเรื่องจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง เป็นคุณธรรมประการหนึ่งที่ใช้เป็นหลักธรรมในการปกครองตนเอง ใช้ปกครองหมู่คณะและสังคม ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่บุคคลและหมู่คณะตลอดจนสังคมโดยส่วนรวมนั่นเอง ในสังคมประกอบไปด้วยหมู่คนจำนวนมาก การที่จะให้คนทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้นก็ต้องมีหลักในการยึดและปฏิบัติร่วมกัน เพื่อความสงบสุขในสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน
ดังนั้นสังคมใดๆ ที่ใช้จริยธรรมทางการเมืองในการปกครองร่วมกัน สังคมนั้นๆ ก็จะนำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้ประชาชนในประเทศนั้นๆแต่ในทางตรงข้ามถ้าสังคมนั้นๆไม่มีจริยธรรมในการปกครองสังคมก็จะเดือดร้อนสังคมวุ่นวายขาดความสุข ประเทศชาติวุ่นวาย ขาดความผาสุกในการดำรงชีวิต
๑.๑.๕ ความสำคัญของการศึกษาวิชาการเมืองการปกครองของไทย
            การเมืองเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะการเมืองเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตมนุษย์ที่เป็นเช่นนี้เพราะบุคคลไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้และ บุคคลต้องมีกลุ่มมีสังคม บุคคลมีความต้องการที่จะดำเนินการใดๆ ต่างฝ่ายต่างต้องการจะดำเนินการอำนาจนั้นๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์สมตามที่ตนต้องการตามที่กลุ่มของตนต้องการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนทั้ง ทางตรงและทางอ้อม ความต้องการดังกล่าวขัดแย้งกันได้ทั้งนั้น การแก้ไขความขัดแย้งก็ดี การแบ่งปันคุณค่าหรือประโยชน์ต่างๆในสังคมที่มีอยู่น้อยลงไปทุกวัน เพื่อให้ทั่วถึงก็ดี การดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันก็ดีถือว่าเป็นกิจกรรมทางการเมืองโดยทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกสังคมทุกประเทศไม่มากก็น้อยแต่ผลของการรวมกลุ่มเพื่อจะดำเนินการใดๆ ย่อมกระทบต่อภาพโดยส่วนรวมของกลุ่มทั้งสิ้น
          การศึกษาวิชาการเมืองการปกครองของไทย อาจสรุปได้ว่ามีจุดมุ่งหมาย ดังนี้คือ
๑.       เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจวิวัฒนาการการปกครองของไทย
๒.    เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจลักษณะการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๓.    เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจโครงสร้างการบริหารงานของชาติ
๔.    เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจปัญหาสำคัญทางการเมืองและรู้จักวิเคราะห์ปัญหาการเมือง
การปกครอง
๕.    เพื่อปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อาจสรุปการศึกษาวิชาการเมืองการปกครองของไทย เป็นการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ
การเมือง โดยผู้สอนปูพื้นฐานแนวคิดทางด้านการเมืองการปกครอง เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจเรื่องการเมือง และเรื่องที่จะต้องศึกษาตามจุดประสงค์คือเรื่องวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่ามีรูปแบบการเมืองการปกครองอย่างไร และมีสถาบันและกระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอะไรบ้างที่ต้องศึกษา เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันรัฐธรรมนูญได้แก่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ กระบวนการนิติบัญญัติ การเลือกตั้ง โครงสร้างการบริหารของชาติ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ตลอดจนปัญหาสำคัญทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ผู้ศึกษา เข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองของไทยโดยภาพรวมได้และสามารถเป็นสมาชิกที่ดีในสังคมปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ รู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ของตนเองสามารถปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญไทย รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อประเทศร่วมกันทุกคนและรวมไปถึงการเข้าไปมีส่วนรวมทางการเมือง ทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมและช่วยพัฒนาประเทศชาติไปยังทิศทางที่สังคมต้องการ
๑.๒ วิวัฒนาการการปกครองของไทย
 
          ประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทรงมีพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์แต่เพียงประองค์เดียว ทรงใช้อำนาจทั้งในด้านนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และทรงแต่งตั้งข้าราชการ ขุนนางไปปกครองหัวเมืองต่างๆในที่นี้อาจกล่าวได้ว่าพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ทรงอยู่เหนือรัฐธรรมนูญและกฎหมายใดๆ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ตรากฎหมาย ทรงตัดสินและพิจารณาอรรถคดี ทรงบริหารประเทศ ดังนั้นประชาชนจึงต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ ใครผ่าผืนไม่ได้ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดและประชาชนต้องปฏิบัติตาม ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีรูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ๔ สมัยดังนี้คือ
๑.      สมัยอาณาจักรสุโขทัย ( พ.ศ. ๑๘๐๐-๑๙๒๑ )
๒.    สมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ( พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๑๐ )
๓.    สมัยอาณาจักรกรุงธนบุรีและ สมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ตอนต้น ( พ.ศ. ๒๓๑๐-
๒๓๒๕ )
๔.    สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในสมัยรัชกาลที่ 5 และการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ในที่นี้จะอธิบายวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของไทยโดยสรุป คือ
            ๑.๒.๑   สมัยอาณาจักรสุโขทัย ( พ.ศ.๑๘๐๐-๑๙๒๑ )
          ประวัติอาณาจักสุโขทัยพอสังเขป ก่อนที่จะตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้นดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในอำนาจของกษัตริย์ขอมซึ่งแผ่อำนาจมาถึงละโว้(ลพบุรี)และลำพูน แต่ต่อมาเกิดกบฏหลายแห่งทำให้ละโว้ได้เป็นเอกราชระยะหนึ่ง ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ( พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๑)ตีเมืองต่างๆ คืนรวมทั้งสุโขทัย แต่ก็ทรงยกธิดาพร้อมทั้งพระขรรค์ชัยศรีแก่พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด โอรสพ่อขุนศรีนาวนำถมผู้ครองอาณาจักรเชลียง ( ปัจจุบันคืออำเภอสวรรคโลกในจังหวัดสุโขทัย) พร้อมทั้งตั้งให้เป็นใหญ่มีนามว่า ศรีอินทรบดินทราทิตย์ และจากนั้นพ่อขุนผาเมืองได้ร่วมกับพระสหายคือ พ่อขุนบางกลางหาวเข้าตีเมืองต่างๆรอบๆ สุโขทัยได้แล้วจึงเข้าตีเมืองสุโขทัย ซึ่งมีผู้ปกครองชื่อขอมสบาดโขลญลำพง เมื่อราวปีพ.ศ. ๑๗๘๑-๑๗๙๒ เมื่อได้รับชัยชนะจากขอมสบาดโขลญลำพง และได้สุโขทัยแล้วจากนั้นเหล่าขุนนางก็อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
          เมื่อแรกตั้งสุโขทัยเป็นอาณาเขตนั้น สุโขทัยยังคับแคบมีพื้นที่เพียงเมืองเชลียง เมืองแพร่ ทางใต้คงลงมาถึงเมืองพระบางที่ปากน้ำโพ ทางตะวันตกเฉียงเหนือเพียงเมืองตากในช่วงเวลานั้น ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดไม่ยอมอยู่ในอำนาจจึงยกทัพมาตีเมืองตาก กองทัพพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เสียท่าแต่พระโอรสองค์น้อยเข้าชนช้างชนะขุนสามชน พวกเมืองฉอดจึงแตกพ่ายไป ต่อมาพ่อขุนบานเมืองเสวยราชย์ต่อจากพระบิดาจนสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๒ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ครองราชย์ต่อมาจนถึง ปีพ.ศ. ๑๘๔๑
          พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ขยายพระราชอาณาเขตออกไปกว้างขวางดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ว่าทางทิศตะวันออกได้เมืองสระหลวง สองแคว(พิษณุโลก) ถึงฝั่งโขง เวียงจันทน์ และเวียงคำ ทิศใต้ ได้เมืองคณฑี(กำแพงเพชร) พระบาง(นครสวรรค์) แพรก(ชัยนาท) สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราชจนสุดฝั่งทะเล ทิศตะวันตกได้เมืองฉอด หงสาวดี ถึงฝั่งมหาสมุทร ทิศเหนือได้เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองพลั่ว(ปัว)เลยฝั่งโขงไปถึงเมืองชวา(หลวงพระบาง) ต่อมากรุงสุโขทัยเริ่มเสื่อมลงในสมัยพระยาเลอไทย พระยาลิไทย เคยปรากฏว่าต้องยอมเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาอยู่สิบปี ระหว่างพ.ศ. ๑๙๒๑-๑๙๓๑ แต่ในช่วงรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๓ (พระยาไสยลือไทย) กลับเข้มแข็งขึ้นแต่เมื่อทรงสวรรคตก็เกิดการชิงราชสมบัติ สมเด็จพระนครินทรธิราชต้องขึ้นไปห้ามปรามและตั้งพญาบรมปาลเป็นเจ้าเมืองขึ้นต่ออยุธยาจนสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๑ จึงสิ้นราชวงศ์พระร่วง
ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือราชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองและทรงใช้อำนาจนี้ในการออกกฎหมายเรียกว่าอำนาจนิติบัญญัติ ทรงบริหารกิจการบ้านเมืองเรียกอำนาจนี้ว่า อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน และ ทรงพิจารณาอรรถคดีทรงพิพากษาและตัดสินคดีความต่างๆ ทุกวันธรรมะสาวนะด้วยพระองค์เอง เรียกอำนาจนี้ว่าอำนาจตุลาการ จะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้เพียงพระองค์เดียว และทรงใช้อำนาจบนพื้นฐานของหลักธรรม ประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ในสมัยอาณาจักรสุโขทัยมีลักษณะการปกครองโดยใช้คตินิยมในการปกครองแบบครอบครัวหรือพ่อปกครองลูก มาเป็นหลักในการบริหารประเทศ คติการปกครองสมัยอาณาจักรสุโขทัยเรียกว่าการปกครองแบบพ่อปกครองลูก หรือการปกครองแบบบิดาปกครองบุตรโดยในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ใกล้ชิดกับประชาชนมาก ประชาชนต่างก็เรียกพระมหากษัตริย์ที่ใกล้ชิดประชาชนว่า “พ่อขุน” รูปแบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสมัยอาณาจักรสุโขทัยมีลักษณะเด่นที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้
๑.      พ่อขุนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยมีรูปแบบปกครองประชาชนบนพื้นฐานของความ
รัก ความเมตตาประดุจบิดาพึงมีต่อบุตร บางตำราอธิบายว่าเป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูกหรือแบบปิตุราชาประชาธิปไตย
๒.     พ่อขุนอยู่ในฐานะผู้ปกครองและประมุขของประเทศที่มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว
 หรืออำนาจอธิปไตยอยู่ที่พ่อขุน
๓.     ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตพอสมควร ดังจะเห็นได้จากศิลาจารึก
อธิบายว่า “......ใครใคร่ค้า ค้า เอาม้ามาค้าเอาข้าวมาขาย....” จากหลักศิลาจารึกจะทำให้เห็นว่าอาณาจักรสุโขทัยให้โอกาสประชาชนในการดำเนินชีวิตพอควร อาจกล่าวได้ว่าผู้ปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครองมีฐานะเป็นมนุษย์เหมือนกัน นอกจากให้เสรีภาพทางเศรษฐกิจแล้วยังไม่เก็บภาษีด้วย “เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบ ในไพร่ลู่ทาง...
๔.     รูปแบบการปกครองเป็นไปแบบเรียบง่ายไม่มีพิธีอะไรมากมายนัก อยู่แบบเรียบง่าย 
ไม่มีสถาบันการเมืองการปกครองที่สลับซับซ้อนมาก และรูปแบบการเมืองการปกครองเป็นไปแบบให้บริการมากกว่าการสั่งการ การควบคุมหรือการใช้อำนาจเป็นไปอย่างเหมาะสม
๕.     ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง คือ   พ่อขุนและผู้อยู่ใต้การปกครองคือประชาชน
เป็นไปอย่างแน่นเฟ้น ไม่มีพิธีรีตองมากนักเหมือนบุคคลในครอบครัวเดียวกัน
๖.      ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครองอยู่ในฐานะที่
เท่าเทียมกัน ต่างก็อยู่ในฐานะเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ทำหน้าที่ที่ต่างกันเท่านั้น
          ๗. มีการพิจารณาคดีโดยใช้หลักประกันความยุติธรรม เช่นเมื่อพลเมืองผิดใจเป็นความกันจะมีการสอบสวนจนแน่ชัดจึงตัดสินโดยยุติธรรม ในศิลาจารึกเขียนไว้ว่า ลูกเจ้าลูกขุนแลผิดแผกแสกกว้างกัน สวนดูแท้แลจึ่งแล่งความแก่ข้าด้วย ซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน....
          ๘. ทรงปกครองบ้านเมืองแบบเปิดเผยบนพระแท่นในวันธรรมดา ส่วนวันพระหรือวันโกนก็ทรงจัดให้พระมาเทศน์ เช่น ...ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยขึ้นนั่งเหนือขนาดหินให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองคัล
          นอกจากพ่อขุน จะทรงวางรากฐานทางการปกครองแล้วในสมัยสุโขทัยยังทรงประดิษฐ์อักษรไทยเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้ภาษา รู้ธรรมและในบางสมัยกษัตริย์ของอาณาจักรสุโขทัยก็ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์แบบธรรมราชา การปกครองจึงมีรูปแบบธรรมราชาด้วย เช่น หลังจากที่พ่อขุนรามคำแหงได้นครศรีธรรมราชไว้ในอำนาจก็ได้มีการนำพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์มาเผยแผ่มากขึ้นและเป็นผลให้แนวความคิดในการปกครองเปลี่ยนจากปิตุราชาธิปไตย มาเป็นแบบธรรมราชาธิปไตย[๒๔] โดยพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่ พ.ศ.๑๘๙๐ ก็เริ่มใช้พระนามว่าพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ถึงที่ ๔ อันเป็นสมัยที่ขึ้นแก่อยุธยาและจบราชวงศ์พระร่วงเมื่อพ.ศ.๑๙๘๑
          หลักการของระบอบธรรมราชาธิปไตยคือ ความเชื่อที่ว่าพระราชอำนาจของกษัตริย์จะต้องถูกกำกับด้วยหลักธรรมะ ประชาชนจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะได้ไปสู่สวรรค์จึงเรียกว่า สวรรคต ธรรมสำคัญที่กำกับพระราชจริยวัตรคือ ทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการและจักรวรรดิวัตร ๑๒ ประการ และมีหลักการปกครองปรากฏในไตรภูมิพระร่วงที่พระมหาจักรพรรดิราชจะใช้สั่งสอนท้าวพระยาทั้งหลายให้ปฏิบัติตามอีกมาก 
          เป็นที่น่าสังเกตว่าการปกครองแบบธรรมราชาธิปไตยน่าจะทำให้ประเทศชาติมั่นคงกว่า ราชาธิปไตย แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่การไม่พยายามออกไปสู้รบและแผ่ขยายอาณาเขตหรือไม่บำรุงกำลังรบให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันประเทศอาจทำให้อ่อนแอลง ดังปรากฏในปลายราชวงศ์พระร่วงหรืออย่างสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ์และพระเจ้าอุทุมพรแห่งอยุธยา หรือประเทศธิเบตที่ถือนิกายวัชรญาณเคร่งครัด แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างละเอียดอาจพบว่าเป็นเพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ใช้หลักธรรมอย่างครบถ้วนและเหล่าลูกหลานขุนนางแย่งชิงราชสมบัติฆ่าฟันกันเองจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศอ่อนแอ
การจัดระเบียบการปกครองในสมัยสุโขทัย
          ในสมัยสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงจัดระเบียบการปกครองอาณาจักรกรุงสุโขทัยโดยแบ่งลักษณะอาณาจักรหรือเมืองออกเป็นชั้นๆ โดยถืออาณาจักรกรุงสุโขทัยเป็นศูนย์กลางและได้แบ่งการปกครองออกเป็น ๔ ชั้นดังนี้คือ
ชั้นที่ ๑ ได้แก่ เมืองหลวงหรือราชธานี หมายถึงอาณาจักรสุโขทัย เป็นศูนย์กลางใน
การปกครองประเทศมีอำนาจเด็ดขาดครอบคลุมออกไปถึงเมืองอุปราชและเมืองลูกหลวงหรือเมืองหน้าด่าน อำนาจการสั่งการทั้งหมดอยู่ที่อาณาจักรสุโขทัย 
ชั้นที่ ๒ ได้แก่เมืองอุปราชหรือเมืองลูกหลวงหรือเมืองหน้าด่านหมายถึง เมืองที่ตั้ง
อยู่รายรอบสี่ทิศรอบๆ อาณาจักรสุโขทัย ซึ่งเมืองหน้าด่านแต่ละเมืองมีระยะห่างจากเมืองหลวง โดยใช้ประมาณจากการเดินทางโดยทางเท้าใช้เวลาไม่เกินสองวัน เมืองหน้าด่านหรือเมืองอุปราชเป็นเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อฝึกหัดให้เชื้อพระวงศ์ที่มีความสามารถ มีความชำนาญในการปกครองบ้านเมือง และเมืองอุปราชก็ใช้ในแง่ของเมืองยุทธศาสตร์โดยใช้เป็นเมืองหน้าด่านของเมืองหลวงหรือราชธานีอีกด้วย ตัวอย่างเช่น เมืองสองแคว ( ปัจจุบันคือจังหวัดพิษณุโลก ) อยู่ทิศตะวันออก เมืองศรีสัชชนาลัย อยู่ทางเหนือของเมืองสุโขทัย เมืองพระหลวง ( ปัจจุบันคือจังหวัดพิจิตร) อยู่ทางใต้และเมืองชากังราว ( ปัจจุบันคือเมืองกำแพงเพชร )อยู่ทางทิศตะวันตก เป็นต้น
ชั้นที่ ๓ ได้แก่ เมืองพระยามหานครหมายถึงเมืองใหญ่ ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างราชธานีออกไป
และมีประชาชนในเมืองเป็นคนไทยพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้ง ให้เจ้านายหรือเชื้อพระวงศ์ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปปกครอง เมืองพระยามหานคร จัดว่าเป็นหัวเมืองชั้นนอก เช่น อู่ทอง ราชบุรี เพชรบุรี ตะนาวศรี เพชรบูรณ์ เป็นต้น
ชั้นที่ ๔ ได้แก่ เมืองประเทศราชหรือเมืองออกหรือเมืองขึ้นหมายถึง ประเทศที่ยอม
อ่อนน้อมต่ออาณาจักรกรุงสุโขทัยเป็นเมืองที่เข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารโดยการส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาให้ รวมไปถึงถวายเครื่องราชบรรณาการเป็นประจำทุกปีหรืออาจทุกสามปี โดยเมืองเหล่านี้ยังปกครองกันเอง ให้เจ้าเมืองหรือราชวงศ์ของเมืองนั้นๆทำการปกครองกันเอง แต่ในยามที่มีศึกสงครามเมืองประเทศราชหรือเมืองขึ้นก็ต้องส่งกองทัพมาช่วย หรืออาจส่งเสบียง อาหาร เครื่องยุทธ์และปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นแก่อาณาจักรกรุงสุโขทัย สำหรับเมืองประเทศราชของอาณาจักรกรุงสุโขทัยได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองทวาย เมืองเวียงจันทน์ น่าน หลวงพระบาง มะละกา   ยะโฮ ทะวาย เมาะตะมะ และหงสาวดี เป็นต้น
          การปกครองสมัยสุโขทัยก่อให้เกิดการพัฒนาระบบแนวคิดทางการเมือง ดังนี้คือ
๑.      การปกครองแบบบิดาปกครองบุตร ทำให้ผู้ปกครองกับผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองมี
ความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ปัญหาต่างๆ จึงไม่ค่อยมีในแง่ของการบริหารการปกครอง เมื่อประชาชนเดือดร้องก็สามารถแก้ปัญหาและให้ความยุติธรรมได้
๒.     เป็นการวางรากฐานเรื่องสิทธิและเสรีภาพให้กับประชาชน ในสมัยนั้นและต่อๆ มา
๓.     พ่อขุนสามารถใช้อำนาจอธิปไตยอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรม ช่วยประชาชนทุกคน
โดยเสมอกัน แก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชนได้ ก่อให้เกิดความสามัคคีภายในประเทศ วิถีชีวิตของประชาชนอยู่อย่างเป็นสุขดังคำกล่าวที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ใครจะประกอบอาชีพใดก็สุดแก่ความสามารถของตนเองต้องการ   เท่ากับมีการประกันความเสมอภาคโดยทั่ว บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข พ่อขุนตั้งมั่นอยู่ในธรรมะ การปกครองยึดหลักศาสนาในการปกครอง 
๑.๒.๒ สมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ( พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๑๐ )
ประวัติอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาพอสังเขป กรุงศรีอยุธยายังไม่มีข้อยุติว่า   พระเจ้าอู่ทอง
เป็นเจ้านายสายใด บางตำราเชื่อว่าพระเจ้าอู่ทองเป็นเชื้อสายพระเจ้าชัยสิริแห่งเมืองชัยปราการ(จังหวัดเชียงราย) ซึ่งอพยพหนีทัพมอญลงมาทางภาคกลางมีลูกหลานไปครองเมืองต่างๆ ในบริเวณอโยธยา ลพบุรี อู่ทอง สุพรรณบุรี นครศรีธรรมราช ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าสิริชัย แห่งนครศรีธรรมราช และพระมารดาซึ่งเป็นโอรสของพระยาตรัยตรึงศ์ ผู้ครองแคว้น อโยธยา ประสูติเมื่อวันจันทร์ขึ้น แปดค่ำ เดือนห้า พ.ศ. ๑๘๕๗ ( ปลายรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช)เมื่ออายุได้ ๑๙ ปี ได้อภิเษกสมรสกับธิดาพระเจ้าอู่ทองผู้ครองแคว้นสุวรรณภูมิดังนั้นเมื่อพระบิดา พระอัยยกา และพระบิดาของพระชายาสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอู่ทองจึงได้มรดกไว้ทั้งสามแคว้น เมื่อย้ายเมืองมาสร้าง ณ กรุงศรีอยุธยาจึงมีอาณาจักรใหญ่โตรองรับ
          ในแง่ของวิวัฒนาการการเมืองการปกครองอาจแบ่งได้เป็นสามยุคคือ ยุคต้น ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองถึงพระเจ้าสามพระยา (พ.ศ. ๑๘๙๓-๑๙๙๑) ยุคกลางตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงพระศรีสุธรรมราชา ( พ.ศ.๑๙๙๑-๒๑๙๙) และยุคปลายตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถึงพระเจ้าเอกทัศน์(พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๓๑๐)
ลักษณะการปกครองของสมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยานั้นพระเจ้าอู่ทองทรงเป็นพระมหา
กษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นช่วงของการก่อร่างสร้างเมืองทำให้ต้องมีผู้นำในการปกครองเพื่อรวมรวมอาณาจักรให้แผ่ขยาย มีการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องการค้าและศาสนา และในช่วงเวลานั้นมีการเผยแพร่ของลัทธิฮินดูและขอม เข้ามาตอนกลางของประเทศไทย ดังนั้นในสมัยนี้พระเจ้าอู่ทองทรงรับวัฒนธรรมการปกครองแบบขอม และอินดูเข้ามาใช้ เรียกการปกครองแบบนี้ว่า การปกครองแบบผู้ปกครองมีอำนาจสูงสุดในการปกครองตามลัทธิเทวสิทธิ์ โดยมีแนวคิด คือ
๑. พระเจ้าทรงเป็นผู้ตั้งรัฐ  
๒. รัฐหรือดินแดนเกิดโดยพระเจ้าเพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงเป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดรัฐ
๓. ผู้ปกครองรัฐมีความรับผิดชอบต่อพระเจ้าพระองค์เดียว
ในสมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ฐานะของพระมหากษัตริย์ในยุคแรกๆ นั้น    จะมีความ
แตกต่างกับยุคหลังๆ กล่าวคือ ฐานะของพระมหากษัตริย์ทรงเป็นธรรมราชา คือ พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะองค์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ทรงเป็นเจ้าชีวิตคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเหนือชีวิตของบุคคลที่อยู่ในสังคมทุกคน และ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คือ ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรและพระมหากษัตริย์จะทรงพระราชทานให้ใครก็ได้ตามอัธยาศัย ต่อมาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ได้รับแนวคิดทางการเมืองการปกครองจากเขมรมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แนวความคิดในเรื่องฐานะของพระมหากษัตริย์ก็เปลี่ยนไป จากเดิมเป็นผู้นำรัฐเป็นพ่อปกครองลูก แนวความคิดของขอมเชื่อว่าผู้นำหรือพระมหากษัตริย์เป็นเทวราชหรือเทวดาโดยสมมุติ ดังนั้นคำสั่งของผู้ปกครองรัฐจึงเป็นพระราชโองการ หรือเทวโองการ ฐานะของประชาชนจึงเป็นผู้อยู่ภายใต้การปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงปกครองอย่างแท้จริง และรูปแบบการปกครองเช่นนี้ทำให้เกิดระบบศักดินาขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย นับได้ว่าเกิดการปกครองแบบนายกับบ่าว มีการแบ่งชั้นทางสังคมชัดเจน และเกิดระบบทาสขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ประเทศไทยในสมัยอยุธยายังต้องทำศึกสงครามเกือบตลอดเวลา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้พลเมืองในการเข้าสังกัดมูลนายมีการเกณฑ์ไพร่พลเพื่อป้องกันประเทศ รูปแบบการปกครองจึงมีการเปลี่ยนแปลงจากสุโขทัยมาก
ลักษณะการปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยามีดังนี้ คือ
๑.      พระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะ      เป็นผู้ปกครองและทรงเป็นประมุขปกครองประเทศ
ทรงมีอำนาจสูงสุด และทรงใช้อำนาจอธิปไตยแต่เพียงผู้เดียวพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นองค์อธิปัตย์ทางการเมืองและเป็นองค์อธิปัตย์ในการปกครองประเทศและรัฐ เรียกว่าเป็นระบอบราชาธิปไตย
๒.     พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจสูงสุด เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พระราชอำนาจ
และความมั่นคงในฐานะผู้ปกครองไว้ แต่พระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาก็ถูกจำกัดไว้หลายประการ เช่น
ทางด้านการเมือง ในสมัยอยุธยาถือว่าบุคคลที่จะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ได้ต้องเข้าพิธีปราบดาภิเษกก่อนและการเข้าพิธีปราบดาภิเษกถือว่าเป็นการขึ้นสู่ราชบัลลังก์โดยชอบธรรมดังนั้นพระมหากษัตริย์จึงจำเป็นต้องมีกลุ่ม หรือคณะบุคคลสนับสนุน และให้ประโยชน์ตอบแทนกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้โดยให้ประโยชน์ตอบแทนเป็นยศถาบรรดาศักดิ์หรือให้ศักดินาเป็นต้นทั้งนี้ก็เพื่อการรักษาพระราชอำนาจ
ทางด้านหลักปฏิบัติประเพณีโบราณ พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีพระราชอำนาจมากแต่ทรงอยู่ภายใต้หลักของการปกครองที่เป็นหลักปฏิบัติตามประเพณีโบราณ เช่น พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิบัติตามจักรวรรดิวัตร๑๒ ประการราชสังคหะวัตถุ๔ประการ อีกด้วย
ทางด้านศีลธรรม พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พุทธศาสนา   และทรงตั้งอยู่ใน
ธรรมเรียกว่าทศพิธราชธรรม ๑๐ประการ ฉะนั้นพระมหากษัตริย์จะต้องทรงประพฤติให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม
๓.     พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะเป็นสมมุติเทพ ตามคตินิยมของพราหมณ์ จึงต้องมี
ระเบียบพิธีการต่างๆ มากมายแม้แต่ภาษาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ก็ได้บัญญัติขึ้นใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่เราเรียกว่าราชาศัพท์นั่นเอง
๔.     เกิดระบบทาสขึ้น ทาสหมายถึง   บุคคลที่ใช้แรงงาน โดยทาสในสมัยกรุงศรีอยุธยา
อนุญาตให้เสนาบดี ข้าราชบริพารและประชาชนที่ร่ำรวยมีทาสได้และผู้ที่ใช้แรงงานเมื่อตกเป็นทาสก็ถือว่านายเงินเป็นเจ้าของ เจ้าของอาจซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน หรือยกทาสให้ผู้อื่นได้ ดังนั้นการเกิดชนชั้นทางสังคม จึงเกิดขึ้นในสมัยนี้ทำให้ประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองมีฐานะไม่เท่ากัน
การจัดระเบียบการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยพระเจ้าอู่ทองได้มีการปรับปรุงระเบียบการปกครองส่วนกลางใหม่เรียกว่า    การ
ปกครองแบบจตุสดมภ์ เป็นแนวคิดทางการปกครองที่กรุงศรีอยุธยารับอิทธิพลมาจากขอม โดยพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจโดยเด็ดขาดในการปกครองมีเสนาบดี ๔ คนเรียกว่า จตุสดมภ์ ทำหน้าที่ช่วยบริหารงานส่วนกลางประกอบด้วย
๑.     ขุนเวียงหรือขุนเมือง เป็นพนักงานปกครองท้องที่และบังคับบัญชาศาล พิจารณา
คดีความที่สำคัญๆ เรียกว่าแผนกว่าความนครบาล ตลอดจนมีหน้าที่ปกครองเรือนจำ
๒.     ขุนวัง ทำหน้าที่รักษาพระราชมนเทียรและพระราชวังชั้นนอกชั้นใน มีอำนาจตั้ง
ศาลชำระความ และมีหน้าที่พิจารณาตัดสินอรรถคดีทั้งหลาย
๓.     ขุนคลัง ทำหน้าที่ในการบังคับบัญชาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเงิน และ
บังคับบัญชาศาล ชำระคดีความเกี่ยวกับพระราชทรัพย์หลวงทั้งปวง
๔.     ขุนนา มีหน้าที่ดูแลรักษานาหลวงเก็บค่าเช่าที่นาจากราษฎรเป็นผู้ทำนุบำรุงชาวนา
ทั้งปวง ไม่ให้เสียเวลาทำนา จัดหาและรักษาเสบียงอาหารสำหรับพระนครและพระราชวังและมีอำนาจบังคับบัญชาศาลที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องในเรื่องนา โค กระบือ และระงับข้อพิพาทของชาวนา
การปกครองอาณาเขตพระเจ้าอู่ทองทรงถือเอาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลาง มี
เมืองหน้าด่านชั้นในสำหรับป้องกันราชธานีทั้ง ๔ ทิศ และมีเมืองใหญ่ๆนอกวงราชธานีไกลออกไปคือ เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราชตามลำดับ
          การเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยา
          การปกครองของไทยในสมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยทรงโปรดให้มีการจัดระเบียบการปกครองใหม่ โดยยึดหลักการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง และทรงแยกอำนาจของทหารออกจากอำนาจของพลเรือนออกจากกันอย่างเด็ดขาด คือ
๑.     ฝ่ายทหาร ให้ทหารมีพระสมุหกลาโหมเป็นหัวหน้ามีหน้าที่บังคับบัญชาและควบคุม
ราชการฝ่ายทหารทั่วราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา โดยตำแหน่งพระสมุหกลาโหมมีราชทินนามเป็น เจ้าพระยามหาเสนาบดี
๒. ฝ่ายพลเรือน  ให้มีพระสมุหนายกเป็นหัวหน้า มีหน้าที่บังคับบัญชาฝ่ายพลเรือนทั่ว
ราชอาณาจักร ตำแหน่งพระสมุหนายกมีราชทินนามเป็น เจ้าพระยาจักรี และให้มีเสนาบดีจตุสดมภ์ ๔ ตำแหน่งทำหน้าที่ช่วยดูแลการบริหารกิจการส่วนกลางและได้เปลี่ยนชื่อจตุสดมภ์ใหม่คือขุนเวียงหรือขุนเมืองเรียกว่า นครบาล ขุนวัง เรียกว่า ธรรมาธิกรณ์ ขุนคลังเรียกว่า โกษาธิบดี และขุนนา เรียกว่า เกษตราธิการ ส่วนอำนาจหน้าที่ของจตุสดมภ์ก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันกับการปกครองแบบจตุสดมภ์ในยุคก่อนๆ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงจัดระเบียบการปกครองส่วนย่อยของเมืองออกไปอีก มีการแบ่งเขตการปกครองท้องที่ภายในเมืองหนึ่งๆ เหมือนกันหมดทั้งเมืองภายในวงราชธานีและเมืองพระยามหานคร โดยจัดแบ่งการปกครองท้องที่ดังนี้
๑.      เมือง หรือจังหวัดในปัจจุบัน แต่ละเมืองจะแบ่งเขตการปกครองออกเป็นแขวง
๒.    แขวง หรือเขต หรืออำเภอในปัจจุบัน แต่ละแขวงจะแบ่งออกเป็นเขตการปกครอง
เป็นตำบล
๓.    ตำบล โดยตำบลหนึ่งๆจะแบ่งเขตการปกครองออกเป็นบ้าน
๔.    บ้าน ได้แก่หมู่บ้านในปัจจุบัน
การปกครองเมืองประเทศราชให้ผู้ปกครองของเมืองนั้นๆดำเนินการปกครองประเทศกัน
เอง แต่จะต้องส่งกองทัพและเสบียงอาหารไปช่วยราชการสงครามเมื่อราชธานีแจ้งไปและต้องถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองและเครื่องราชบรรณาการตามที่กำหนดเวลาด้วย
          ความแตกต่างระหว่างการปกครองสมัยอาณาจักกรุงสุโขทัยและอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา   การปกครองของไทยในสมัยอาณาจักรกรุงสุโขทัยและอาณาจักรกรุงศรีอยุธยามีลักษณะดังนี้ คือ
๑.      การปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นไปในลักษณะของคนกลุ่มน้อย คณะมี
อำนาจสูงสุดในการปกครองมีชนชั้นผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครอง ประชาชนมีหน้าที่เชื่อฟังคำสั่งและปฏิบัติตามคำสั่งและกฎเกณฑ์ของผู้ปกครองซึ่งมีอำนาจในเวลานั้น สำหรับอาณาจักรกรุงสุโขทัย แม้ว่าการปกครองจะอยู่ที่พ่อขุนแต่พ่อขุนก็ให้โอกาสประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตามควร ใครมีทุกข์ก็สั่น กระดิ่ง ร้องฎีกา ได้
๒.     การปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา   ให้ทหารเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง
มากขึ้น เนื่องจากมีการแย่งชิงราชสมบัติกันหลายครั้งต่อหลายครั้งจึงทำให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ต้องให้ความสำคัญกับทหาร และเหล่าเสนาบดีที่จะช่วยรักษาพระราชอำนาจ
๓.     เกิดระบบการรวมอำนาจที่ศูนย์กลางหรือที่ราชธานีขึ้น และเกิดความชัดเจนในการ
ปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาในรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากขึ้น
๔.     ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนแตกต่างกันมาก จากลักษณะที่ใกล้ชิด
กันในสมัยกรุงสุโขทัย แต่พอมาถึงสมัยการปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ความสัมพันธ์เริ่มห่างเหินเนื่องฐานะของผู้ปกครองเปลี่ยนไปจากเดิม และยังเป็นผลให้เชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพารตั้งตนไปเป็นอีกชนชั้นหนึ่งที่อยู่เหนือประชาชนทั่วๆ ไป การปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยคำสั่งเป็นกฎหมาย ประชาชนไม่มีสิทธิทางการเมืองการปกครองแต่อย่างไร
๕.     การปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ยังผลให้เกิดระบบศักดินาขึ้นและมีการให้
ยศถาบรรดาศักดิ์ แก่ผู้ทำประโยชน์ให้แก่ทางราชการ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเกิดความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม
๖.      เกิดระบบทาสขึ้นในสมัยการปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่ปรากฏ
ในสมัยกรุงสุโขทัย นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย
๑.๒.๓สมัยอาณาจักรกรุงธนบุรีและสมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ตอนต้น
( พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๒๕)  ดังจะอธิบายแยกเป็นสมัย ดังนี้คือ 
ลักษณะการปกครองสมัยอาณาจักรกรุงธนบุรี
เนื่องจากสมัยอาณาจักรกรุงธนบุรี เป็นช่วงที่ประเทศไทยได้เสียกรุงให้กับพม่าครั้งที่ ๒
ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐   ประเทศชาติแตกแยกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่ายังรวมกันไม่ติด และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทำนุบำรุงให้คงสภาพเดิมได้อีกทั้งข้าศึกศัตรูก็รู้ลู่ทางดีและเมื่อถึงคราวน้ำหลาก ปัญหาต่างๆ ก็ตามมามาก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงย้ายมาตั้งเมืองหลวงที่กรุงธนบุรีและตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระองค์ท่านทรงต้องทำศึกสงครามเพื่อรวบรวมประเทศไทยให้เป็นฝึก แผ่นและทำการกอบกู้เอกราชมาโดยตลอด ดังนั้นตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี พระองค์จึงไม่ได้ทรงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแต่อย่างไร ดังนั้นในสมัยอาณาจักรกรุงธนบุรีนั้น เราอาจกล่าวได้ว่ายังคงใช้รูปแบบการปกครองแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ นั่นคือพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจทั้งหมดเพียงพระองค์เดียว ได้แก่ การใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ หรืออาจกล่าวง่ายๆ คือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงใช้อำนาจอธิปไตยแต่เพียงผู้เดียวเพื่อทรงรวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นให้คงความเป็นไทยอยู่จนทุกวันนี้
            ลักษณะการปกครองสมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ตอนต้น
          ในสมัยอาณาจักรกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น  ประเทศไทยใช้รูปแบบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามแนวของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเช่นกัน เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเร่งในการก่อร่างสร้างเมือง ปราบปรามข้าศึกศัตรูโดยเฉพาะพม่า ทำให้ในเรื่องการปกครองไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่พอเข้าในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ เรื่อยมา ก็เกิดลัทธิล่าอาณานิคมขึ้น มีต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายกับประเทศไทยมากขึ้นและประกอบกับประเทศไทยมีลักษณะเป็น รัฐกันชน (Buffer State)              ทำให้เป็นที่สนใจของมหาอำนาจ ดังนั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงปฏิรูปการปกครองใหม่ เพื่อให้การปกครองทันกับชาวต่างชาติและอารยะประเทศ
           ๑.๒.๔ ลักษณะการปกครองสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองของพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕)
            สภาพการเมืองเมื่อต้นรัชกาล พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๑๖ พระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จครองราชย์ใหม่ๆ ยังคงถูกจำกัดด้วยอำนาจของขุนนางเก่าเช่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ การเมืองสมัยนั้นมีลักษณะแฝงของการต่อสู้เพื่อรวมอำนาจคืนมาไว้ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนรุ่นใหม่และกลุ่มขุนนางเก่าเด่นชัดมากขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อรัชกาลที่ ๕ ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ จนถึงปีพ.ศ. ๒๔๒๕ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ถึงแก่อสัญกรรม ในยุคนั้นผู้นำของสยามแบ่งเป็น ๓ กลุ่มคือ กลุ่มสยามหนุ่ม (Young Siam)  รัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นผู้นำและประกอบด้วยพระเจ้าน้องยาเธอและขุนนางหนุ่มๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกต้องการปฏิรูปสังคมให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ พวกอนุรักษ์นิยม (Conservative Siam ) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นหัวหน้า ประกอบด้วยขุนนางผู้ใหญ่ที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงหรือรวดเร็วต้องการรักษาสภาพเดิมของประเพณีไว้ จะเปลี่ยนเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ กลุ่มสยามเก่า(Old Siam)กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญเป็นผู้นำเป็นพวกหัวโบราณประกอบ ด้วยขุนนางระดับต่างๆ ที่เกรงกลัวการเปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบฐานะและตำแหน่ง จึงไม่สนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับฝ่ายใดต้องการอยู่ตามลำพัง ต่อต้านอารยธรรมตะวันตกมากกว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมเมื่อรัชกาลที่ ๕ พระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาทรงบรรลุนิติภาวะทรงเริ่มใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มที่ ปีพ.ศ. ๒๔๑๗ กลุ่มสยามหนุ่มเริ่มดำเนินการปฏิรูปการปกครองและพยายามขจัดอิทธิพลขุนนางรุ่นเก่าอาทิ การก่อตั้งหอรัฎากรพิพัฒน์ เป็นก้าวแรกของการปฏิรูปการคลังของรัฐบาล การตรากฎหมาย ๒ ฉบับคือ พระราชบัญญัติเคาน์ซิล ออฟสเตท (ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน) พระราชบัญญัติปรีวีเคาน์ซิล( ที่ปรึกษาในพระองค์)เป็นความพยายามสร้างสถาบันทางการเมืองขึ้น เพื่อสนับสนุนการต่อสู้เพื่อพระราชอำนาจของรัชกาลที่ ๕ ในปีพ.ศ. ๒๔๒๗ (ร.ศ.๑๐๓)มีการเคลื่อนไหวให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มราชวงศ์และขุนนางที่เป็นคณะทูตไทยไปยุโรปหรือที่เรียกว่า กลุ่ม ร.ศ.๑๐๓ที่ได้เข้าชื่อถวายความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดินต่อรัชกาลที่ ๕ กลุ่มร.ศ.๑๐๓ มีจุดมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายที่จะมาถึงสยาม เป็นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยมยุโรปที่แพร่หลายในเอเชีย ฉะนั้นการจะรักษาบ้านเมืองให้พ้นภัยได้ต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการปกครองให้คล้ายคลึงกับระบบการปกครองประเทศที่เจริญแล้ว เหตุที่เป็นข้ออ้างของลัทธิจักรวรรดินิยมมี ๔ ประการดังนี้คือ ข้อหนึ่งคืออ้างว่าชาติศิวิไลซ์หรือยุโรปต้องเข้ามาจัดการบ้านเมืองประเทศที่ด้อยความเจริญโดยอ้างว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้มีความกรุณา (ยุโรป) จะมีต่อมนุษยชาติ (ในเอเชีย)ให้มีความสุขความเจริญและได้รับความยุติธรรมเสมอกัน ข้อสองอ้างว่าประเทศด้อยพัฒนายังมีประสบการณ์แบบเก่าๆ นอกจากจะกีดขวางทางเจริญของประเทศตนเองแล้วยังไปขัดขวางความเจริญของประเทศชาติที่เจริญแล้ว ข้อสามการที่รัฐบาลของประเทศเหล่านี้จัดการบ้านเมืองไม่เรียบร้อยย่อมมีผลกระทบ กระเทือนถึงผลประโยชน์ชาวยุโรปที่ทำการค้าขาย ในประเทศเหล่านั้นจึงเป็นเหตุผลให้ชาติยุโรปจะเข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ข้อสี่การที่ประเทศในเอเชีย ไม่ยอมเปิดการค้าขายกับชาติต่างๆ ในยุโรปเป็นการหน่วงเหนี่ยวความเจริญของชาวยุโรปที่ไม่อาจเข้ามาทำการค้าขายในประเทศ และไม่สามารถจะนำเอาวัตถุดิบในประเทศด้อยพัฒนาไปป้อนอุตสาหกรรมในประเทศยุโรปได้ กลุ่มร.ศ. ๑๐๓ เห็นว่าแนวทางป้องกันการขยายอิทธิพลของจักรวรรดินิยมจำเป็นต้องให้ประเทศปกครองแบบ Constitution monarchy คือให้รัชกาลที่ ๕ เป็นประธานของรัฐบาลแต่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่กลุ่มร.ศ. ๑๐๓ ไม่ได้ประสงค์ให้มีรัฐสภา(Parliament )หรือไม่ประสงค์ให้ประชาชนมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป แต่ต้องการให้รัชกาลที่ ๕ ขยายขอบเขตของศูนย์อำนาจจากที่มีอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่บางพระองค์ให้กว้างขวางกว่าเดิมคือ ให้มอบและกระจายอำนาจการตัดสินใจทางการปกครองและบริหารประเทศให้มากกว่าเดิม รัชกาลที่ ๕ มีความเห็นโต้แย้งกลุ่มร.ศ.๑๐๓ว่าพระองค์ไม่ใช่กษัตริย์ที่หวงอำนาจเหมือนกษัตริย์ในยุโรปช่วงแรกของการครองราชย์ (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๑๖) อำนาจทางการเมืองอยู่ที่ขุนนางและเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เมื่อทรงพระชนมายุ ๒๐ พรรษา พระองค์ทรงมีอำนาจปกครองเต็มที่หลังจากนั้น ๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๔๑๖-๒๔๒๕) ทรงพยายามสร้างฐานอำนาจทางการเมืองแต่ข้อเสนอของกลุ่มร.ศ.๑๐๓ ส่งถึงพระองค์ในปีพ.ศ.๒๔๒๗ พระองค์เพิ่งตั้งหลักทางการเมืองได้และอยู่ในระยะเริ่มดำเนินการขั้นต่อไปคือการเร่งรัดปรับปรุงงานบ้านเมือง ลดอำนาจกลุ่มเสนาบดีดั้งเดิมที่เป็นคนรุ่นเก่าที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศรัชกาลที่ ๕ ทรงเห็นว่าปัญหาสำคัญและเร่งด่วนของสยามคือการปฏิรูปการบริหารประเทศ ข้อเสนอของกลุ่มร.ศ. ๑๐๓ มีส่วนในการเร่งให้รัชกาลที่ ๕ ทรงปรับปรุงการบริหารให้รวดเร็วขึ้นดังเช่น การส่งกรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการไปงานฉลองรัชกาลสมเด็จพระบรมราชินีวิกตอเรียครบ ๕๐ ปี ณ ประเทศอังกฤษเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๓๐ และให้ไปพิจารณาแบบการปกครองของชาติต่างๆในยุโรปด้วยและได้เริ่มการปฏิรูปการปกครองในปีพ.ศ. ๒๔๓๐ จนดำเนินการเต็มรูปในปีพ.ศ.๒๔๓๕[๒๕] 
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่สนใจจะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามแนวตะวันตก จะเห็นได้จากทรงทรงพระราชโอรสและเชื้อพระวงศ์จำนวนหลายคนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องกับการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย อีกทั้งในระบบการเมืองการปกครองพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรับปรุงให้มีการจัดการปกครองโดยแบ่งเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและมีการทดลองรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นเป็นครั้งแรก สำหรับการพัฒนาข้าราชการให้มีความรู้เรื่องการปฏิรูปการเมืองการปกครองก็ดำเนินการมามิได้ขาดอีกทั้งยังเห็นความสำคัญของเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาก เช่นทรงส่งกรมหมื่นเทวะวงศ์วโรปการไปงานฉลองรัชกาลสมเด็จพระบรมราชินีวิกตอเรียครบ ๕๐ ปี ณ ประเทศอังกฤษเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๓๐ และให้ไปพิจารณาแบบการปกครองของชาติต่างๆในยุโรปด้วยและได้เริ่มการปฏิรูปการปกครองในปีพ.ศ. ๒๔๓๐ดังรูปที่ ๑
 
 
รูปที่ ๑.๑  แสดงรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโร
               ปการเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ(ซ้ายมือ) และสมเด็จพระกรมพระยาดำรง
               ราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย(ขวามือ)
ที่มา สำนักเลขาธิการ. ๖๐ ปีรัฐสภาไทย. กรุงเทพมหานคร:แอสโซซิเอทเด็ด ไฮ-คลาส กรุ๊ป
        จำกัด, ๒๕๓๕.หน้า ๑๘.
 
ในช่วงการปกครองของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นประเทศไทยยังคงใช้ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามแนวของพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยเริ่มติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น และเริ่มมีปัญหากดดันทางการเมืองมากมาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเห็นความสำคัญของการปกครอง และมีความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้ทันกับประเทศที่เข้ามาล่าอาณานิคมในภูมิภาคเอเชีย โดยทำการปฏิรูปการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน เริ่มเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ หรือ   ร.ศ. ๑๑๑ ใหม่ดังนี้คือ
๑. การปกครองส่วนกลางได้ทรงแบ่งแยกหน้าที่การปกครองส่วนกลางออกเป็น   ๑๒
กระทรวงโดยให้กระทรวงมีอำนาจบริหารงานและให้อำนาจกับกระทรวง กรม กอง เป็นผู้ดูแลมีการนำระบบบริหารราชการแบบแบ่งแยกโครงสร้างอำนาจหน้าที่ (Structural-Functionalism)มาใช้ด้วยการทบทวนหน้าที่หลักของกรมจตุสดมภ์ การบริหารราชการส่วนกลางมี ๑๒ กระทรวงคือ
๑.๑ กระทรวงมหาดไทยการบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาวประเทศราช
ต่อมาได้มีการโอนการบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งหมดให้อยู่ในความดูแลของกระทรวง มหาดไทย
๑.๒ กระทรวงกลาโหม บังคับบัญชาหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตก ตะวันออก     และ
เมืองมาลายูประเทศราชเมื่อมีการโอนการบังคับบัญชาหัวเมืองไปให้กระทรวงมหาดไทยแล้ว กระทรวงกลาโหมจึงบังคับบัญชาฝ่ายทหารเพียงอย่างเดียวทั่วพระราชอาณาเขต
๑.๓ กระทรวงการต่างประเทศ(กรมท่า) มีหน้าที่ด้านการต่างประเทศ
๑.๔ กระทรวงวัง ว่าการในวัง
๑.๔ กระทรวงเมือง (นครบาล)   ว่าการโปลิศและการบัญชีคนคือกรมพระสุรัสวดีและ
รักษาคนโทษ
๑.๖ กระทรวงเกษตราธิการ ว่าการเพาะปลูกและการค้า ป่าไม้ เหมืองแร่
๑.๗ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ดูแลเรื่องการเงิน รายได้รายจ่ายของแผ่นดิน
๑.๘ กระทรวงยุติธรรม จัดการเรื่องศาลซึ่งกระจายอยู่ตามกรมต่างๆนำมาไว้ที่แห่ง
เดียวกันทั้งแพ่ง อาญา นครบาล อุทธรณ์ทั้งแผ่นดิน
๑.๙ กระทรวงยุทธนาการ ตรวจตราจัดการในกรมทหารบก ทหารเรือ
๑.๑๐ กระทรวงธรรมการ จัดการศึกษา การรักษาพยาบาลและอุปถัมภ์คณะสงฆ์
๑.๑๑ กระทรวงโยธาธิการมีหน้าที่ก่อสร้างทำถนนขุดคลอง ไปรษณีย์ โทรเลข การ
รถไฟ
๑.๑๒ กระทรวงมุรธาธรมีหน้าที่รักษาพระราชลัญจกร รักษาพระราชกำหนดกฎหมาย
(กระทรวงมุรธาธรยุบในปีพ.ศ.๒๔๓๙โอนราชการในหน้าที่ขึ้นอยู่ในกรมราชเลขานุการ)
การจัดการบริหารส่วนกลางเป็นการแบ่งแยกหน้าที่ไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน และเป็นเพียงการ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารมากกว่าการเปลี่ยนแปลงขอบเขตหน้าที่ และกิจกรรมที่ระบบบริหารทำอยู่ การปกครองในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงเป็นการปกครองที่เน้นให้รัฐมีบทบาทหลักในการรักษาความปลอดภัย มีการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางและการมุ่งหารายได้ด้วยการเก็บภาษีเข้าท้องพระคลังมากกว่าที่จะขยายขอบเขตงานของรัฐออกไปสู่กิจกรรมประเภทอื่นๆ ข้อสังเกตคือดูจากงบประมาณที่แต่ละกระทรวงได้รับ ในช่วงนั้นพบว่ากิจกรรมหลักของประเทศมีความสำคัญตามลำดับคือ ป้องกันประเทศ การรักษาความสงบภายใน กิจกรรมส่วนพระองค์ขณะที่งบประมาณกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรอยู่ในระดับต่ำสุดการลงทุนของประเทศในช่วงรัชกาลที่ ๕ เป็นการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม เช่น ทางรถไฟ เพื่อตอบสนองนโยบายหลักในการรวมอำนาจมาไว้ที่ศูนย์กลาง มีการควบคุมหัวเมืองภายนอกให้กระชับเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในการเก็บภาษีเข้ารัฐ[๒๖]
          การจัดการบริหารส่วนกลางมีการจัดตั้งเสนนาบดีประจำกระทรวงต่างๆทั้ง๑๒ กระทรวง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำหน้าที่บริหารราชการส่วนกลางแต่พระราชอำนาจสูงสุดยังคงอยู่ที่พระมหากษัตริย์ เสนนาบดีประจำกระทรวงต่างๆ ทั้ง ๑๒ กระทรวงมีหน้าที่ถวายความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรึกษาโดยมีคณะเสนาบดีที่ทำหน้าทีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังรูปที่ ๒
        
 
รูปที่ ๑.๒ แสดงรูปเสนนาบดีกระทรวงต่างๆ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
                 แถวหน้า เจ้าพระยาเทเวศร์(ม.ร.ว.หลาน กุญชร) กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์
              เจ้าพระยาวิชิตงวศ์วุฒิไกร
                 แถวกลางสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กรมขุน
              พิทยาลาภพฤฒธาดา    กรมหมื่นมหิศราชหหฤทัย
ที่มา        สำนักเลขาธิการ.๖๐ ปีรัฐสภาไทย. กรุงเทพมหานคร:แอสโซซิเอทเด็ด ไฮ-คลาส
              กรุ๊ปจำกัด, ๒๕๓๕.หน้า ๑๙.
 
๒. การปกครองส่วนภูมิภาค       ได้ทรงรวบรวมหัวเมืองให้เป็นหน่วยการปกครองใหม่เรียกว่า มณฑล   การแบ่งส่วนความรับผิดชอบ โดยแบ่งเป็นมณฑลเทศาภิบาล เมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้งสุขาภิบาลขึ้น และเริ่มทดลองการกระจายอำนาจเป็นครั้งแรก ให้กับหน่วยการปกครองสุขาภิบาล
          ในปีพ.ศ. ๒๔๓๕-๒๔๕๘ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงมหาดไทยมีการสถาปนาการปกครองระบบเทศาภิบาลและการปกครองตำบล หมู่บ้าน เพื่อขยายบทบาทของส่วนกลางในการควบคุมกลไกการปกครองประเทศ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐) เป็นการกำหนดบทบาทในการปกครองของนายอำเภอที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ไปปกครอง เนื่อง จากกระทรวงมหาดไทยเห็นว่า การปกครองท้องที่ เป็นหัวใจสำคัญต่อการปกครองในระบบเทศาภิบาล นายอำเภอ ถือว่าเป็นตัวแทนระหว่างข้าราชการของรัฐบาลกลางระดับจังหวัด และมณฑล กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ประชาชนเลือกขึ้นมาในระดับตำบล หมู่บ้าน นายอำเภอเป็นผู้ที่ต้องพยายามทำให้คำสั่งต่างๆ จากสมุหเทศาภิบาลและผู้ว่าราชการเมือง(จังหวัด)เป็นผลในการปกครองตำบล หมู่บ้าน นอกจากนี้กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ยังเพิ่มบทบาทหน้าที่ในการปกครองตำบล หมู่บ้านของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภายใต้การควบคุมดูแลของนายอำเภอและผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอจะได้รับคำสั่งออกไปดูแลตำบล หมู่บ้านทำรายงานส่งผู้ว่าราชการเมืองเดือนละครั้ง นายอำเภอจะรับผิดชอบรักษาความสงบให้การปรึกษาดูแลทั้งหมดแก่กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่เรื่องการจดทะเบียนปศุสัตว์ การเก็บรักษาหนังสือสัญญาต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนการจัดระเบียบการปกครองตำบล หมู่บ้านใหม่สามารถให้อำนาจของรัฐเข้าไปดูแลอย่างเข้มงวดมากขึ้น
          รัชกาลที่ ๕ ทรงมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง(การปกครองส่วนภูมิภาค)เพื่อเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาณาจักรสยามโดยมีพระราชประสงค์จะให้ยุบเมืองประเทศราชแล้วรวมเข้าเป็นหัวเมืองในพระราชอาณาจักร   การดำเนินงานปฏิรูปนอกจากการจัดระบบการปกครองจากล่างสุดเป็น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เมือง(จังหวัด)แล้วยังจัดระบบการปกครอง มณฑลเทศาภิบาลเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการติดต่อระหว่างรัฐบาลในกรุงเทพกับหัวเมืองนอกราชธานีและมณฑลจะมีข้าหลวงเทศาภิบาล (สมุหเทศาภิบาล) เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดนอกจากนั้นยังประกอบด้วยข้าราชการฝ่ายต่างๆ เช่น ข้าหลวงมหาดไทย ข้าหลวงยุติธรรม ข้าหลวงคลัง แพทย์ประจำมณฑล ดังแสดงในแผนที่มณฑล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำหรับการปกครองส่วนภูมิภาคโดยมีหน่วยการปกครองใหม่เรียกว่า มณฑล
          อาจกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญอย่างจริงจังในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังจะเห็นได้จากการทรงปฏิรูปการเมืองการปกครองในหัวเมืองให้เป็นการปกครองส่วนภูมิภาค โดยมีการกำหนดพื้นที่การปกครองส่วนภูมิภาคโดยมีหน่วยการปกครองใหม่เรียกว่า มณฑล ดังแสดงในแผนที่ ๑
 
              
 
 แผนที่ ๑.๑   แสดงมณฑลในสมัยรัชกาลที่ ๕
 ที่มา          กระทรวงมหาดไทย.๑๐๐ ปีมหาดไทย.กรุงเทพมหานคร: กระทรวงมหาดไทย,
                  ๒๕๓๔,หน้า ๙๖.
          ระบบเทศาภิบาลเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค ที่มีการตั้งสาขาของกระทรวงใหญ่ในกรุงเทพฯ รับหน้าที่ดูแลกิจการของตนในส่วนภูมิภาค การจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองคือ ท้องที่หลายอำเภอรวมกันเป็นหนึ่งหัวเมืองแต่ละหัวเมืองมีพนักงานผู้ปกครองเมืองคือ
          ๑. ผู้ว่าราชการเมือง คือเจ้าเมืองเป็นตำแหน่งข้าราชการชั้นพระยา หรือพระที่แต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ทรงพระดำริเห็นสมควร ผู้ว่าราชการเมืองมีหน้าที่บังคับบัญชารับผิดชอบทุกอย่างในเมืองยกเว้นการพิพากษาคดี เป็นผู้ตรวจตราให้ข้าราชการดำเนินกิจการให้เป็นไปตามพระราชกำหนด กฎหมายและคำสั่งของเจ้ากระทรวงรายงานข้อราชการในการทำนุบำรุงหรือแก้ไขข้อขัดข้องในการปกครองเมืองต่อข้าหลวงเทศาภิบาล อาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประชาชนต่างพระเนตรพระกรรณ
          ๒. กรมเมือง มี ๒ ตำแหน่งคือ กรมการในทำเนียบอันเป็นตำแหน่งที่มีเงินเดือนได้แก่ ปลัดยกบัตร ผู้ช่วยราชการ ซึ่งจัดเป็นกรรมการผู้ใหญ่ ๓ ตำแหน่ง คือ จ่าเมือง (เลขานุการของเมือง) สัสดีแพ่ง (รักษากฎหมาย) ศุภมาตรา (เก็บภาษีอากร) และกรมการนอกทำเนียบ เป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือเป็นคหบดีในเมือง ซึ่งเป็นกรรมการผู้ใหญ่
          การปฏิรูปการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นการปรับหน่วยการปกครองที่มีสภาพและฐานะเป็นตัวแทน (Field) หรือหน่วยงานประจำท้องที่ (Field office ) ของกระทรวงมหาดไทยหรือรัฐบาลในส่วนกลาง ทั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครองแบบเมืองหลวง เมืองชั้นใน เมืองชั้นนอก เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราชเดิมเพื่อให้ลักษณะการปกครองเปลี่ยนเป็นแบบราชอาณาจักร (Kingdom)โดยการจัดระเบียบการปกครองให้มีลักษณะที่ลดหลั่นตามระดับการบังคับบัญชาจากหน่วยเหนือลงไปถึงหน่วยงานชั้นรองตามลำดับคือ การจัดรูปการปกครองมณฑลเทศาภิบาล การจัดรูปการปกครองเมือง การจัดรูปการปกครองอำเภอ การจัดรูปการปกครองตำบล หมู่บ้าน[๒๗]
          การจัดการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงรัชกาลที่ ๕ มีแนวคิดในการปูพื้นฐานการเมืองในเวลาต่อมาดังนี้คือ
๑.      พระมหากษัตริย์    ในสมัยนี้ทรงใช้หลักการปกครองผสมผสานระหว่างการปกครอง
แบบบิดาปกครองบุตร กับราชาธิปไตยหรือหลักเทวราช ซึ่งทำให้ผู้ปกครองกับผู้อยู่ภายใต้การปกครองใกล้ชิดกัน และมีการสร้างความมั่นคงของชาติ
๒.     ศูนย์กลางแห่งอำนาจอยู่ที่เมืองหลวงเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางการปกครองทำให้เข้า
หลักเกณฑ์การเป็นรัฐเดี่ยว ไม่ให้ผู้ปกครองหัวเมืองมีอำนาจมากเกิน มิฉะนั้นจะมีปัญหาในการปกครอง
๓.     มีการปรับปรุงการบริหารส่วนกลางโดยใช้กระทรวงกรม นับเป็นการยอมรับแนวคิด
ในการบริหารของตะวันตกมาใช้เป็นครั้งแรก ทำให้เกิดการพัฒนาการปกครองและทำให้การปกครองมั่นคงยิ่งขึ้น
๔.     มีการปรับปรุงการบริหารส่วนภูมิภาคเพื่อให้เกิดเอกภาพ สมารถสร้างความเข้มแข็ง
ให้ส่วนกลางเพราะภูมิภาคยังต้องดำเนินการปกครองตามส่วนกลาง แต่ให้คนไปปกครองในรูป อำเภอ ตำบล มณฑล ทำให้ข้าราชการเข้าใจและรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน และสามารถหาทางช่วยเหลือปัญหาในบางเรื่องได้ทันท้วงที
๕.     จัดให้มีการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบสุขาภิบาลขึ้น   การปกครองรูปแบบนี้เป็นการ
เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากขึ้น เท่ากับเป็นการปูพื้นความรู้พื้นฐานทางด้านการปกครองแบบประชาธิปไตยนั่นเอง
          กล่าวโดยสรุปเรื่องการปกครองในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มมีการติดต่อกับฝรั่ง เพราะศึกระหว่างไทยกับพม่าได้ลดน้อยลงไป ดังนั้นในสมัยรัชการพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการติดต่อกับอังกฤษและมีการติดต่อมากขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในด้านการทหารก็มีการฝึกทหารแบบยุโรปด้วยการว่าจ้าง ร้อยเอกอิมเปย์ และนายทหารอังกฤษอีกหลายคนมาฝึก ในด้านพลเรือนมีการปรับปรุงศาลและระบบกฎหมาย การต่างประเทศ การคมนาคม เป็นต้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าข้าราชการได้มีโอกาส ได้รับการพัฒนามากกว่าประชาชนทั่วไป ถ้าประชาชนคนใดต้องการที่จะได้รับการพัฒนาก็จะต้องเข้ามารับราชการและศึกษา
          พอมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงปฏิรูปการปกครองในปีพ.ศ. ๒๔๓๕ ที่มีการตั้งกระทรวง จัดการปกครองระบบเทศาภิบาล ถือเป็นจุดกำเนิดของการปกครองและบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคตามแนวคิดตะวันตก
          ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงใช้บทบาททางทหารมากขึ้น โดยการส่งทหารไปรบในประเทศยุโรปด้วยการเข้าร่วมกับพันธมิตร เมื่อกองทัพพันธมิตรได้รับชัยชนะ ประเทศไทยก็สามารถแก้ไขสนธิสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับต่างชาติได้ ทำให้ทหารไทยได้รับการยกย่องว่าได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงปลดข้าราชการให้มีจำนวนน้อยลงเพื่อการประหยัด ทำให้ข้าราชการโดยเฉพาะทหารไม่พอใจ ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่อมาภายหลัง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้วิกฤติการณ์ทางการเมืองขึ้นอีก เพราะสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปลดข้าราชการออกมากขึ้นรวมบรรดานายทหารชั้นนำก็ถูกลดขั้นเงินเดือนด้วย เช่น พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นต้น เหตุนี้จึงกลายเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่ง ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕